Tuesday, September 29, 2009

What if ?







District 9 ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากครั้งแรกที่ได้อ่าน Joe the Secret Agent นักสืบหัวปลาหมึกใน Katch ไม่เกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวที่หน้าตาเป็น กุ้งเหมือนตัวละครบางตัวใน Joe ที่ผมอยากจะบอกคือ พลังการคิดภายใต้คำถาม "What if..." ของทั้งสองเรื่องทำได้อย่างเหนือชั้น ใน District 9 ใช้คำถามที่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกมาเยือน - และไม่ยอมกลับ มาทีมาเป็นล้านตัว และไม่รู้ด้วยว่าทำไมพวกมันไม่ยอมกลับ ยานแม่ลำเบ้อเริ่มจอดอยู่เฉยๆเหนือน่านฟ้าของ Johannesburg เมืองหลวงของอาฟริกาใต้ มนุษย์โลกจะจัดการกับสถานการณ์นี้ยังไง ความน่าสนใจของ District 9 ไม่ได้อยู่แค่ประเด็นเรื่อง immigrant สลัม แก๊งสเตอร์ การหลอกแดรกกระทั่งมนุษย์ต่างดาว การดูถูกสายพันธุ์และเหยีดหยามระหว่างสปีชี่
สำหรับผม ความเพลิดเพลินไปกับสถานการณ์ What if ... ในเหตุการณ์สมมตินี้ต่างหากที่ทำให้รู้ว่าตลอด 112 นาที ผู้กำกับตอบคำถาม แทบทุกคำถามที่ว่า ถ้าหากมนุษย์ต้องอยู่กับมนุษย์ต่างดาวจำนวนล้านกว่าตัวนาน 20 ปี จะเกิดสถานการณ์แบบไหนขึ้นบ้่าง ได้เกือบหมด เหตุการณ์อย่าง การผสมอาหารแมวให้เข้มข้นขึ้น ก็เพราะจริงๆแล้วอาหารที่ไว้เลี้ยงกุ้งทุกวันนี้ ก็ส่วนผสมอาหารแมวดีๆนี่เอง ป้ายประท้วงจากพวก NGO เรียกร้องสิทธิมนุษย์ต่างดาวอย่าง "We Love Alien" องค์กรเกิดใหม่อย่าง MNU (Multi-Nation United) การชนกุ้ง การตัดต่อภาพและการสร้างข่าวว่า มนุษย์เอากับกุ้ง แก็งไนจีเรียนที่บ้าเลือด / อวัยวะกุ้ง การทดลองที่ไม่ต่างจากนาซีทำกับยิวสมัยสงครามโลก ...เอาเข้าไป...
มีอย่างหนึ่งที่สงสัยมากๆคือ พวกกุ้ง (Prawn) มันพูดออกมาเป็นเสียงแบบนั้น เหตุการณ์ในหนังน่ะไม่มี sub ภาษาอังกฤษเหมือนที่คนดูเห็นบนจอแน่ๆ แล้วกุ้งมันคุยกับคนรู้เรื่องได้ยังไง ไม่ใช่ ต้องถามใหม่ ... แล้วคนมันคุยกับกุ้งรู้เรืองได้ยังไง ตั้งแต่แรกที่เข้าไป District 9 ตั้งแต่เริ่มช่วงแรกๆ แล้วพวกแก๊งไนจีเรียนคุยกับกุ้งรู้เรื่องหรือเปล่าและคุยด้วยภาษาอะไร ไม่ทันสังเกต สถานการณ์แบบนี้ อาจไม่ต่างจากเวลาเราเห็นยิวคุยกับเยอรมันด้วยภาษาของตัวเองทั้งคู่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า คุยกันรู้เรื่องแค่ไหนและคุยกันคนละภาษา...

Thursday, September 10, 2009

Live and Let Die.



ขอแสดงความยินดีกับผู้ป่วยระยะสุดท้ายทุกท่าน ที่ได้ทางเลือกใหม่ตามมาตรา 12 พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ที่อนุญาตให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายสามารถทำ "พินัยกรรมชีวิต" หรือ "หนังสือแสดงสิทธิปฎิเสธการรักษา" (Living Will) ที่แปลว่า การไม่ขอรับการรักษาที่ทำไปเพื่อยืดการตายหรือยื้อชีวิตที่ไม่อาจฟื้นกลับมาเหมือนเดิมได้ อย่างเช่น การขอให้หมอไม่ต้องเจาะคอใช้เครื่องช่วยหายใจ ไม่เอาสายยางให้อาหาร ไม่ต้องการการกระตุ้นหัวใจ ข้อความในมาตรา 12 ระบุว่า "บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข ที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้่ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้ เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฎิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้ว มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด และให้พ้นจากความผิดทั้งปวงๆ" อ่านแล้วงงไหม ไม่เป็นไร เอาเป็นว่า การใช้สิทธิตามเจตนาที่ว่านี่ทำได้ 2 วิธี คือ 1. ผู้ป่วยเขียนหรือพิมพ์หนังสือแสดงเจตนาด้วยตัวเอง 2.ถ้าเจ็บหนักขนาดที่เขียนเองไม่ไหว ให้แสดงเจตนาเป็นคำพูดต่อหน้าหมอ-พยาบาลที่รักษา แล้วค่อยให้คนอื่นช่วยพิมพ์ให้แล้วค่อยเซ็นชื่อ (ถ้าไหวนะ) พร้อมพยาน
กฎหมายนี้น่าสนใจมากตรงนี้ครับ ในกรณีที่ผู้ป่วยทำพินัยกรรมปฎิเสธการยื้อชีวิต แต่ญาติไม่ยอมหรือไม่เห็นด้วย หมอต้องทำตามความต้องการของผู้ป่วยเป็นหลัก ตรงนี้แหละ ที่ความรู้สึกขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างลูก-หลานที่อยากทำทุกวิถีทางเพื่อยื้อชีวิตคนที่รัก นานขึ้นสักชั่วโมงหรือสักวินาทีก็ยังดี แต่ความรู้สึกของคนที่ไม่อยากอยู่แล้วล่ะ กรณีนี้ จะเรียกว่า ใครเห็นแก่ตัวกว่ากัน คนที่ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป หรือคนที่อยากไปให้พ้นจากภาระของคนที่ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป บอกตามตรงว่า รู้สีกดีที่ประเทศไทยยอมใช้กฎหมายมาตรานี้เจงๆ เราจะเป็นอิสระกันถ้วนหน้า สุดท้ายเวลาที่ต้องตาย คนเราก็ต้องตายไปคนเดียว ไม่ใช่หรือ - ว่าแล้ว subtitled ภาษาไทยในหนัง Kairo ก็ผุดขึ้นมาอีกจนได้ - ความตายคือความเงียบเหงาชั่วนิรันดร์ .... ความตายคือความโดดเดี่ยวชั่วนิรันดร์

Wednesday, September 2, 2009

All great artists go solo eventually. Not Pentagram.













Guitar Hero 5 แผ่นที่กำลังเล่นกันอยู่ ออกก่อนของจริงไม่รู้กี่วัน แต่เพลงที่อัดแน่นอยู่ 85 เพลง จากศิลปินอย่าง Bon Jovi ( You Give Love A Bad Name) , Coldplay (In My Place), Queen & David Bowie (Under Pressure), Nirvana (Smell Like Teen Spirit, Lithium), Blur (Song2) และอีกเพียบ ก็ฟันธงได้เลยว่า มันคงจะฮิตอีกตามเคย หลังจากเกิดขึ้นประมาณเกือบ 5 ปีที่แล้ว และกลายเป็นเกมระดับท็อปของอเมริกา พร้อมรายรับกว่า $2.9 billion และขายไปได้กว่า 25 ล้านแผ่น (คงไม่ได้นับยอดขายในไทย) Guitar Hero 5 ก้าวไปอีกขั้น ด้วยการแตกไลน์โปรดักท์ออกมาอีก 2 เกม คือ Band Hero กับ DJ Hero และหน้าที่ re-design brand identity เพื่อรับกับโปรดักท์ไลน์ตัวใหม่ที่ว่า ก็ตกเป็นหน้าที่ของ Pentagram ในความดูแลของ Michael Bierut
ไม่เข้าใจ ว่าอะไรๆก็ Pentagram ตั้งแต่หนังสือ Obama จนถึง FIFA World cup ที่อเมริกาจะขอเป็นเจ้าภาพ กลับมาที่ Guitar Hero เริ่มจาก logotype ตัวเก่า อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกแบบ heavy metal จริงจัง แต่เกมใหม่อีก 2 ตัว Band Hero จะเป็นวงที่เล่น pop music ส่วน DJ Hero ก็ว่าด้วยการสปินแผ่น Pentagram เลยจัดการกับ logotype ทั้งหมด โดยลดความ heavy ให้เหลือแค่ประมาณลอยสักสติ๊กเกอร์เท่านั้นพอ
ว่าแล้วก็จัดการออกแบบ custom font ชื่อ Hero Bold ออกมาซะเลย ฟอนต์ sans-serif น้ำหนัก heavy-weight ตัวนี้ก็ based on logotype ที่ออกแบบขึ้นมาใหม่ ที่สำคัญคือ font ตัวนี้พอเอาไปใช้กับทั้ง 3 แบรนด์แล้ว ไปด้วยกันได้สบายๆ ทั้งที่เพลงมันคนละเรื่องกันเลย ก็พอเข้าใจแหละว่าทำไมถึงมาจ้าง Pentagram.

Wednesday, August 26, 2009

What I Talk About When I Talk About Drawing.












เจองานเก่าๆตอนล้างเครื่อง เป็นงานที่วาดตอนทำ subhuman และตอนทำเสื้อยีดขาย ประมาณช่วงปี 2001 แล้วกระโดดไปปี 2005 เลยมั๊ง ไม่แน่ใจ จริงๆตั้งใจว่าจะหา สมเสร็จที่เคยวาดไว้นั่นแหละ ไหนๆก็เจอภาพอื่นแล้วก็เก็บไว้ด้วยกันเลยแล้วกัน

It's too late to stop panda attack.












ก่อนเห็นช้างแพนด้า(ตัวจริง) จำได้ว่าเคยเห็นในการ์ตูนช่องเดียวจบในมติชนสุดสัปดาห์ก่อน ประมาณว่าคนวาดประชดมนุษย์ชาวไทยอย่างเรานี่แหละ ตอนนั้นมีช้างบาดเจ็บหนัก แต่ใครๆก็ไปเห่อแพนด้า ไปๆมาๆ ดันมีคนทำช้างแพนด้าออกมาจริงๆ ไม่ใช่แค่ช้าง ถึงตอนนี้ เรามีทั้งหมาแพนด้า ควายแพนด้า หมูแพนด้า และที่เด็ดสุด ก็นี่เลย จระเข้แพนด้า ครีเอทีฟไทยแลนด์ แอนด์เวรี่ไทยดีจริงๆ ใครกำลังหาอัตลักษณ์งานออกแบบไทย กรุณาศึกษาเคสนี้ ชาติอื่นไม่มีทางคิดได้แน่นอน

Friday, August 14, 2009

Killer King





คำโปรยบนปกหน้าของหนังสือ "การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี" ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 8) เขียนเอาไว้ว่า "เขาตายแต่ชื่อยัง แต่ตายอย่างไร ยังบอกไม่ได้" ส่วนในหน้าคำนำ (สำหรับการพิมพ์ครั้งที่ 2) นิธิ เขียนเอาไว้ว่า "หนังสือเล่มนี้ไม่มีผลกระทบกับอะไรแก่ใครเลย มีผู้เขียนบทความหรือหนังสือที่เกี่ยวพันไปถึงเรื่องในสมัยพระจ้าตากสินอีกมากหลังจากที่หนังสือเล่มนี้ได้พิมพ์ออกมาแล้ว แต่ไม่มีงานของผู้ใดอ้างถึงหนังสือเล่มนี้ ไม่ว่าจะเพื่อปฎิเสธหรือยืนยันข้อมูลการตีความ ของหนังสือเล่มนี้เลย อะไรที่เคยพูดกันมาในรอบ 100 ปีที่ผ่านมาอย่างไร ทุกคนก็ยังพูดเหมือนเก่าทุกอย่าง ประหนึ่งว่าหนังสือเล่มนี้ไม่เคยปรากฎขึ้นในโลกนี้" อาจจะจริงอย่างที่นิธิว่า หลายครั้งที่เห็นหนังสือว่าด้วยเรื่องของพระเจ้าตากสินปกใหม่ๆบนแผง รวมทั้งนิตยสารอย่างศิลปวัฒนธรรมที่หลายเล่มว่าด้วยเรื่องกษัตริย์องค์นี้ อย่างเล่มล่าสุด "คำบอกเล่าของผู้เห็นเหตุการณ์วันประหารพระเจ้าตากสิน" ไม่เคยเห็นใครพูดถึงจริงๆ ที่สงสัยมากกว่าเรื่องใครฆ่าและฆ่ายังไงคือช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พ็อกเก็ตบุ๊คที่เห็นบนแผงอย่างในร้านเซเว่น (รวมทั้งร้านหนังสือใหญ่ๆมากสาขาร้านอื่นด้วย) กลับเต็มไปด้วยหนังสือเนื้อหาประมาณ "พระเจ้าตากสินไม่ได้โดนประหาร" "เรื่องของพระเจ้าตากสิน" "ใครฆ่าพระเจ้าตากสิน" และแน่นอนว่ามีอีกเรื่องที่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาขยันพิมพ์กันออกมาจริงๆก็คือเรื่อง "กรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8" นั่นเอง มีใครรู้บ้างว่า ใครอยู่เบื้องหลังปรากฎการณ์ที่ว่ามานี้ มันน่าสงสัยกว่าคำถามยอดฮิตที่ว่า ใครฆ่าและฆ่ายังไง มากกว่าเยอะ

Tuesday, August 11, 2009

Nice to meet you again.






ได้อีเมล์จาก Rachel Katstaller เป็นใครซักคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ project COLORS NOTEBOOK Rachel ส่งภาพพวกนี้มาให้ ภาพที่ไปถ่ายงาน FABRICA For the People From the People ที่ Mak Design Space ที่เวียนนา ออสเตรีย งานนี้มีตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน - 16 สิงหาคม 2009
Rachel เก็บภาพ exhibition ส่วนที่เป็นงานโชว์ COLORS NOTEBOOK มาให้ดู ... เหลือบไปเห็น Notebook ของผมแขวนอยู่ด้วย รู้สึกดีแฮะ ที่ได้เห็นหน้าค่าตากันอีก เพราะตอนนั้น รีบส่งมากไป เลยไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้เลย ยังดีที่จำหน้าปกที่ทำได้ ... หน้า่ปกที่ทำใช้สติ๊กเกอร์ที่ซื้อจากพวกรถเข็นขายสติ๊กเกอร์ข้างทางนี่แหละ จำได้ว่า ปกคือหน้าสุดท้ายที่ทำและขี้เกียจวาดด้วยมือแล้ว.. Nice to meet you again.