Friday, July 24, 2009

Bangkok on the Move! So tomorrow where shall we live?







ตอนที่คุยกัน เขาบอกผมว่า Norman Foster คิดค่าแบบแพงจริงๆ สถาปนิกที่เขาเล็งไว้คนต่อไปคือ Ole Scheeren ในใจผม คิดว่าที่เขาพูดไม่น่าจะทำจริง จนได้เห็น news release ของโครงการ MahaNakhon วันนี้นี่แหละ ที่คุยกันเกือบๆสองปีที่แล้ว ทำจริงนี่หว่า
MahaNakhon โปรเจ็คต์ร่วมกันระหว่าง PACE Development กับ Industrial Buildings Corporation (IBC) ออกแบบโดย Ole Scheeren พาร์ทเนอร์ของ OMA สร้างเสร็จเมื่อไหร่จะกลายเป็นตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทย และแน่นอนว่าคงกลายเป็น landmark แบบเมืองอื่นของโลกอย่างไม่ต้องสงสัย หน้าตาอย่างที่เห็น pixel สามมิติที่ค่อยๆหมุนเกลียวรอบตึกจะมี function มากกว่าแค่ภาพติดตาอย่างที่่ Ole บอกหรือเปล่า ... ไม่รู้ อยากรู้รายละเอียดมากกว่านี้ก็นี่เลย http://www.pacedev.com/site

Tuesday, July 21, 2009

The Piano Teacher



ทั้งที่คิดว่าเริ่มชินกับหนังของ Michael Haneke เพราะดูมาแล้ว 3 เรื่อง เริ่มจาก Hidden (2005) ต่อด้วย Funny Games (1997) และ Time of the Wolf (2003) แต่พอดู The Piano Teacher (2002) จนจบ ที่ว่าเริ่มชินกับหนังของ Haneke ... มันคือการคิดไปเองทั้งนั้น ผมแค่รู้จัก มุมกล้อง การตัดต่อห้วนๆ บทพูดไม่สมประกอบ และฉากจบแบบของเขาเท่านั้น
The Piano Teacher ดัดแปลงมาจาก Die Klavierspielerin นวิยายของ Elfriede Jelinek ว่าด้วยเรื่องของ Erika (Isabelle Huppert) โปรเฟสเซอร์สอนเปียโนที่ Vienna Music Conservatory กับลูกศิษย์หนุ่มอายุ 17 ที่ชื่อ Walter ความสัมพันธ์เชิงชู้สาวของครูสอนเปียโนโสดอายุ 40 กับนักเรียนตัวเองคงเป็นพล็อตธรรมดาๆ แต่ถ้าครูคนนั้นเป็นพวกเก็บกดทางเพศและมีรสนิยมทางเพศสุดพิลึกพิสดารเข้าขั้นล่ะ?
เพลงของ Schumann และ Schubert ถูกบรรเลงออกมาตัดสลับกับหัวข้อสนทนาเรื่อง Schumann และ Schubert ความวิตถารตัดสลับกับความเว้าแหว่งระหว่างแม่กับลูกสาว ต้องยอมรับว่า Haneke กำกับการแสดงเรื่องนี้ได้เยี่ยมกว่าทุกเรื่องที่เคยดูมา ไม่มีนักแสดงคนไหนที่เล่นไม่ดีเลยแม้แต่นเดียว โดยเฉพาะ Huppert ที่สำคัญคือไม่รู้ว่าทำยังไงถึงทำให้เธอค่อยๆสวยขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นซากไปเลย อีกอย่างที่ไม่อยากพูดถึงแต่คงต้องเชิญชวนทุกท่านให้เลือกซับไตเติ้ลภาษาไทยดู​ ท่านจะได้พบประสบการณ์ที่ไม่เคยพบมาก่อนในการดูหนังเป็นของแถมที่ถือเป็นไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดจริงๆ

The Medium is the Massage



คอลัมน์คุยกับพี่บูมี่ในนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ของ Boom เป็นคอลัมน์ที่อ่านประจำ นอกจากคำถามพิมพ์นิยมที่น้องๆให้พี่บูมี่ช่วยตั้งชื่อภาษาไทยของตัวเองให้เป็นชื่อญี่ปุ่นแล้ว (ตัวอย่างเช่น ชื่อว่า ตรัย พอเปลี่ยนเป็นชื่อญี่ปุ่นก็จะกลายเป็น มิตสึอิ หลายศิริ เป็น ซาคิจิ ไม่ได้มั่วขึ้นมาลอยๆแค่มี logic และวิธีแปลงชื่อที่ชัดเจนมาก ) ความเพลิดเพลินประการสำคัญสำหรับผมก็คือพวก ศัพท์ประหลาด ด้วยความสงสัยความหมายของศัพท์พวกนี้ เพราะเจอเยอะเหลือเกินและพี่บูมี่ก็ไม่ยอมใส่ footnote ว่าแต่ละคำมันแปลว่าอะไร แถมขี้เกียจ search เอง เลยอาศัยถามผู้ที่รู้มากกว่าอย่างเน็ตและสอช่วยไขความกระจ่างได้คำตอบ (ที่ไม่การันตีว่าถูกต้อง 100% ) ประมาณนี้ คำตอบช่วงแรกเป็นของเทพเน็ตส่วนย่อหน้าที่เริ่มต้นประโยคว่า ต้นตอของภาษานรก เป็นคำตอบของเมพสอ อ่านไปอ่านมาทำเอานึกถึง pocketbook เล่มนึงที่เคยซื้อได้ที่ 7-11 ชื่อ "พจนานุแนว" จริงๆ

"เมพ" - จุดเริ่มต้นมาจากเว็บบอร์ดชื่อประมูล (http://bbs.pramool.com) มาจากพฤติกรรมการพิมพ์คําผิดของพวกเกรียน
สังเกต ได้ว่าบนคีย์บอร์ด ท.ทหาร กับ ม.ม้า จะติด กันทําให้พิมพ์ผิดได้ง่าย
"เมพเกรียน" - อันนี้มาจากเกรียนเทพครับ หมายถึงเด็กหัวเกรียนที่แม้นิสัยจะเกรียนแต่มีความเก่งด้านใดด้านหนึ่งเข้าขั้นเทพ
"ขิงขิง" หรือ "ขริงขริง" - ขิงขิงผิดมาจากคําว่า จิงจิง ส่วน ขริงขริง ผิดมาจากคําว่า จริงจริง จะเห็นได้ว่า ข.ไข่ กับ จ.จาน มันอยู่ติดกัน
"ติแตก" - มาจากติสแตก
"จิ้น" - มาจากอิมเมจิ้น

ต้นตอขอภาษานรกทั้งหลาย ส่วนมากเกิดจากสังคมของโลกเกมออนไลน์(โดยเฉพาะแรคนรก) ซึ่งสัมพันธ์กับ บอร์ดประมูล ครับ
อาจเปรียบได้กับเมื่ออยู่ในเกมก็เหมือนเราเสียบปลั๊กเข้าโลก matrix และพอถอดปลั๊กออกจากโปรแกรมก็ต้องมาคุยต่อเรื่องด่าคนต่างๆที่มันเทพๆหรือซื้อของแลกเงินจริงกันในประมูลครับ
ขอแบ่งเรื่องที่มาของคำนรกต่างๆเป็น 3 หัวข้อใหญ่ๆนะครับ

ข้อ1 ก็คนมันรีบอะ
เนื่องจากเด็กสมัยใหม่ มือไวใจไว พิมผิดแต่ก็เห็นอ่านรู้เรื่องกันนิ จะเสียเวลาแก้ทำไม คำพวก เมพ ขิงขิง จึงกำเนิดขึ้นครับ
ส่วนอีกพวกเป็นการจงใจย่อคำเนื่องจากต้องพิมไว พิมคุยไปตีบอสไปจะยาวไม่ได้เสียเวลา เลยเกิดการย่อคำขึ้น เช่น กำ = กรรม หรือ เวรกรรม , เด๋ว , เพ่ง , เส็ด หรือสัญญานต่างๆเช่น 111111111111111111111111 (แปลว่า เจอบอสแล้วมาเร็วๆๆๆ) เป็นต้น

ข้อ2 ก็คนมันอยากเท่ง่ะ
เนื่องจากการตั้งชื่อในโลกไซเบอร์แบบดาดๆจะไม่เท่พอสำหรับเด็กเพิ่งหัดเกรียนทั้งหลาย ภาษาภาพจึงเป็นที่นิยม การเล่น font ต้องไม่ธรรมดาในการตั้งชื่อ ถ้าใช้ภาษาอังกฤษ จะ Run ธรรมดาๆไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องเป็น l2un เป็นต้น ดังนั้นเมื่อถึงจุดนึง ชื่อที่ขึ้นต้นด้วย เทพ+.... จะเป็นที่นิยมมาก ไม่รู้ว่าเพราะ font เรียงกันแล้วสวย หรืออะไรอย่างใด หลังๆจึงมีการพิมคำนี้ลอยๆอย่างพร่ำเพื่อ และน่าจะเป็นที่มาของการชมหรือประชดคนเก่งๆกันว่าเทพส่วนนึงครับ
ตัวอย่าง
InwIuต แม่มโคตรInwเลยว่ะมรึง

ข้อ3 ก็คนมันน่ารักอะ คริคริ
เนื่องจากเด็กเรียนทั้งหลายเมื่อ login เข้าสู่ แรคนรก หรือ เกมใดๆที่ตัวละครของเราโคตรจะน่ารัก ดังนั้นเราต้องสวมบทบาทกันครับพี่น้อง อันนี้สัญชาตญาณจะพาไปเอง ถ้าเล่นเคาน์เตอร์ยิงหัวกันก็จะสบถกันเต็มที่แบบเด็กชาย แต่พอเข้าแรคปุ๊ปเราจะฝืนมากครับถ้าพิม เย็ดแม่ง หรือ เหี้ย ลงไปเพราะไม่เข้ากับหน้าตาเราในเกมครับ ดังนั้นจิงเกิดการสร้างคำแทนเสียงพูดที่น่ารักเกิดขึ้น เช่น ชิมิ แทน ใช่มั๊ย งิงงิง แทน จริงจริง

ต่อมาเป็นการสร้างเสียงครางต่างๆ ไว้คุยกันครับ เช่น
ง่าาาา หรือ แง่วววว อาจแทนได้กับอารมณ์ - -" เหงื่อตก
แง่มๆ เวลาที่ไม่รู้จะพูดไรกัน

และจุดไคลแมกซ์อยู่ตรงนี้ครับ การที่ผู้ชายเล่นตัวผู้หญิงแล้วต้องการฉอเลาะเด็กเกรียน จึงต้องสร้างสรรค์เสียงคราง เสียงหัวเราะที่มันน่ารักๆขึ้นมา เช่น
มุมิมุมิ เทอๆ ชื่อไรอะ
ชื่อ InwIuต เหรอ แปลว่าเนตที่บ้านแรงอะดิ ช่ะป่ะ คริคริ
ล้อเล่นๆ อย่าโกรดเรานะ อิ_อิ
กำกำำกำกำ หนีไปเรยอะ แง่วววว... > <
ถ้าขำมากๆ ให้ใช้คำว่า ก๊าก

Friday, July 17, 2009

She's the one.





ตอนแรกที่เห็นบทความนี้ใน โพสต์ทูเดย์ สุดสัปดาห์ ฉบับวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2552 (คริ คริ ราชบัณฑิต ขำขำ) ก็พาลนิสัยเสียเดาเอาก่อนว่าเนื้อหาคงไม่หนีเรื่องเดิมๆ ประมาณภาษาไทยวิบัติวายป่วงจากการใช้ศัพท์ประมาณ "คริ คริ" นี่แหละ แต่พออ่านจนจบ ผมกลับรู้สึกว่า ผู้หญิงคนนี้เจ๋งจริงๆ
"ภาษาแชต" ที่ผู้ใหญ่หลายคนคงต้องเบือนหน้าหนี แต่รศ.ดร.นิตยา กาญจนะวรรณ ภาคิสมาชิกสำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตสถาน มีความเห็นที่ทำเอาทึ่งไม่น้อย "ภาษาแชต เป็นความสะดวกในการสื่อสารกันระหว่างกลุ่มคน เป็นภาษาที่ใช้ตามเสียงที่พูด แทนความรู้สึกหรืออาการแสดงออก วัยรุ่นยุคนี้ใช้ภาษาที่ว่า เพราะสะดวกในการใช้คีย์บอร์ดพิมพ์ โดยไม่ต้องคอยกดชิฟต์ อย่ากังวลเรื่องนี้เกินไป เร็วเกินกว่าที่นักภาษาศาสตร์คนไหนจะตอบได้ว่ามีผลต่อมาตรฐานการใช้ภาษาไทย"
"ธรรมชาติของภาษาคือความเปลี่ยนแปลง คนสมัยก่อนเคยพูดว่า ไปหา "ชิ้น" คนสมัยนี้ต้องพูดว่าไปหา "แฟน" ปัจจุบันก็พูดกันว่าไปหา "กิ๊ก" แน่นอนว่าในอนาคตจะต้องมีคำอื่นมาใช้เรียกแทน "กิ๊ก" อีก นี่คือธรรมชาติของภาษา ในยุคสมัยหนึ่งคำบางคำเป็นคำร้ายแรง พูดไม่ได้เลย เช่น คำว่า โกหก เมื่อก่อนจะว่าใครโกหก ถือว่าคนพูดไม่มีมารยาท เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงมาก หรือคำว่า อ้วนหรือผอม ในสมัยรัชกาลที่ 4 ประกาศห้ามพูดหรือใช้คำคำนี้กับคน เพราะเป็นคำที่ใช้กับสัตว์เท่านั้น
ภาษามีช่วงเปลี่ยนกับช่วงแปร ในสังคมออกเสียงหรือใช้คำคำหนึ่งสองสามแบบใช้สลับกัน กระทั้งวันหนึ่งแบบหนึ่งเป็นที่ยอมรับมากกว่า อีกแบบก็จะเลิกใช้หรือตายไปเอง ปัญหาของภาษาไม่ใช่เรื่องของการสื่อสารเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นเรื่องของการใช้ผิดกาลเทศะ ในกรณีวัยรุ่นใช้ภาษาแชตนั้นไม่ผิด เว้นแต่ไปอยู่ผิดที่ ในมุมมองของนักภาษาศาสตร์การใช้ภาษาไม่มีวันผิดเลย ตราบใดที่มันถูกใช้อย่่างถูกกาลเทศะ ผู้ปกครองไม่ต้องกังวลเรื่องภาษาที่เด็กใช้ จะให้เด็กอายุ 14 ปี คิดเหมือนคนอายุ 40 ปีไม่ได้ - นี่คือความเห็นของอาจารย์นิตยาคนเดียวเท่านั้น ไม่ใช้ข้อสรุปจากราชบัณฑิตยสถาน - แถมท้ายอีกว่า พูดอังกฤษคำไทยคำไม่แปลก ที่กลัวว่าจะถูกกลืนเป็นการกังวลที่เกินเหตุ เมื่อใดก็ตามที่เลือกใช้คำอื่นมาพูดในภาษาเรา หมายความว่า คำคำนั้นกำลังถูกเรากลืน เพราะเวลาใช้ เราไม่ได้ออกเสียงตามต้นแบบเดิม แต่เราออกเสียงตามแบบไทย ใครที่คิดว่าภาษาไทยเปลี่ยนไม่ได้ ก็ดท่ากับการพยายามแช่แข็งภาษา ผิดธรรมชาติของมนุษย์
อ่านถึงตรงนี้ ไม่รู้ว่าทำไมไม่ค่อยมีผู้ใหญ่ที่ใจกว้างและมองอะไรเรียลริสติกแบบนี้อีกหลายๆคน คำถามคือ ผู้ใหญ่แบบนี้มีน้อยจริงๆหรือสื่อรู้ดีว่าความเห็นประมาณนี้ไม่ขาย... ?

Thursday, July 9, 2009

Playing with Face






ของฝากชิ้นนี้อาจารย์ดนัยพันธ์บรรจงซื้อมาจาก design museum เมื่อคราวที่แกไปฮันนีมูนที่ลอนดอน หน้ากล่องพิมพ์ว่า Type Trumps ลิขสิทธิ์และออกแบบโดย Rick Banks กราฟิกดีไซเนอร์อังกฤษ หรือ AKA ว่า FACE37 ที่บอกว่า เล่น ก็เพราะ Type Trumps ก็การ์ดเกมดีๆนี่เอง คนที่เคยเล่นพวกการ์ดเกมอย่างดราก้อนบอลหรือยูกิ น่าจะเข้าใจวิธีเล่นได้ไม่ยาก แต่คนที่ไม่เคยก็คงต้องอ่านวิธีเล่นที่บอกไว้หลายรอบหน่อย
กติกาไม่ยาก เริ่มจากแจกการ์ดให้ครบคน แล้วแต่ละคนก็เลือกการ์ดในมือของตัวเองมาประชัน "พลัง" กับคู่ต่อสู้ในวง ไอ้พลังที่ว่านี่ มันมีหลายพลังให้เลือกใช้ซะด้วย สมมติหยิบขึ้นมาใบหนึ่งในมือแล้วกะว่าการ์ดที่ตัวเองถืออยู๋ "Rank" มากกว่าของคนอื่นแน่ๆก็มาวัดกันที่ "Rank" หรือจะวัดกันที่ "Cut" "Price" "Weights" "Legibility" " อันนี้ตัวเลขใครมากกว่า คนนั้นชนะได้การ์ดของอีกฝ่ายไป แต่ถ้าเป็น "Year" ตัวเลขใครน้อยกว่าคนนั้นก็ชนะ หรือ ในกรณีพิเศษ ที่แต้มดันมาเท่ากันแบบช่วยไม่ได้ ให้เลือกใช้ special power ได้ ไอ้ special power นี่ คงต้องเป็นคนทำกราฟิกที่รู้เรื่องฟอนต์ดีประมาณหนึ่ง ถึงจะ get แต่อย่างน้อย Type Trumps ให้ความรู้เรื่อง font ได้แบบสบายสมองจริงๆ ตัวอย่างง่ายๆ American Typewriter มี cuts = 3, Price = 139 ปอนด์ , Year = 1974 , Rank = 9 , Weight = 06 , Legibility = 05 , Foundry = Adobe , Designer = J.Kaden & T.Stan, Special power = I love NY ถ้าเอาไปสู้กับ Johnston Underground ที่มี Cuts = 03, Price = 39 ปอนด์ (ถูกจัง), Ranks = 20 , Legibility = 08 , Special power = London Underground ลองวัดกันดูว่าอันไหนใครชนะ พอดูค่าพลังครบหมดทุกใบ เลยอยากรู้เหมือนกันว่า ทำไมดีไซเนอร์ถึงจงเกลียดจงชัง Comic Sans กับ Arial กันนัก ที Helvetica ปรับมาจาก Akzidenz ไม่เห็นมีใครว่าอะไรเท่าไหร่เลย หรือ Arial เนี่ยคนทำมันไม่ยอมบอกว่า กูเอามาจาก Helvetica นะจ๊ะ ถ้าตอนนั้น R.Nicholas คนออกแบบ Arial จงใจบอกว่าผมดัดแปลงมาจาก Akzidenz เนี่ย จะมีใครว่าอะไรไหม? อ่า ชักนอกเรื่องแฮะ ลองไปหามาเล่นกันเองแล้วกัน ได้ความรู้ที่ไม่จำเป็นต้องรู้ แถมได้เก็บของหน้าตาดีๆ ก็ถือว่าคุ้มครับคุ้ม

Friday, May 22, 2009

Director of the Year - 2022




ไม่เคยอ่านบทสัมภาษณ์ของทรนง ศรีเชื้อ แบบเต็มพิกัดมาก่อน เคยเห็นแว๊บๆบนจอโทรทัศน์ตอนโปรโมทหนัง กลกามแห่งความรัก ไม่ก็ สวรรค์ชั้น 7 แล้วก็มาเห็นในเอ็นเตอร์เทนสักฉบับ ที่พูดถึงเรื่องที่ลงทุนสร้างโรงถ่ายหนังที่กะให้ใหญ่โตและเพียบพร้อมที่สุดในเอเชีย (...คงฝันไป) มาเห็นอีกทีก็เป็นข่าวว่าโดนสังคมทวงถามถึงความเหมาะสมในการใช้ภาพศพที่ตายเกลื่อนหาดช่วงที่เกิดสึนามิมาเป็นภาพคัทเอาท์โปรโมทหนังใหม่ของตัวเอง ครับ เรื่อง 2022 สึนามิ วันโลกสังหาร... ตอนที่ลงข่าวเรื่องนี้ ถ้าจำไม่ผิด ทรนง พูดประมาณว่า นี่เป็นภาพที่เขาเอามาจากอินเตอร์เน็ต ตามฟอร์เวิร์ด เมล์ ไม่คิดว่าจะทำให้สังคมเกิดตวามระคายเคืองขนาดนี้ ... ที่พูดมานั่นยังไม่สลักสำคัญเท่ากับบทสัมภาษณ์เต็มเหยียดในนิตยสาร FILMAX ฉบับที่ 22 เมษายน 2552... เอาแค่ตัวโปรยตรงหน้าเปิดก็เพิ่มดีกรีความน่าอ่านเข้าไปไม่รู้เท่าไหร่ "2022 สึนามิ วันโลกสังหาร" เสียงเตือนจากผู้กำกับหนังที่ถูกตราหน้าว่า บ้า ที่สุดในวงการหนังไทย .. ขนาดไหน โปรดติดตาม..

ขอตัดเรื่องที่พูดโปรโมทหนังใหม่ของตัวเองและเข้าเรื่องของ ความคิดและทรรศนะในการ.. เอ่อ ในการอะไรดี ? ไม่รู้จริงๆว่าจะใช้คำไหนอธิบาย เอาเป็นว่าลองอ่านที่่คัดมา แบบไม่มีการรีเมคเพิ่ม ตัดมาเฉพาะคำพูดที่น่าสนใจว่าจริงๆแล้ว ทรนง ศรีเชื้อ ต้องการจะบอกอะไรถึงคนอ่านบทสัมภาษณ์ของเขากันแน่ ... ขออภัยทาง FILMAX ที่นำบทสัมภาษณ์นี้มาโดยไม่ขออนุญาตก่อน ที่เอามาลงก็เพื่อเป็นกรณีศึกษาและเพื่อการศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ประเภทหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาทางด้านการแสวงหาผลทางธุรกิจใดๆทั้งสิ้น

ทรนง : คนเมื่อก่อนสามารถทนความหนาวจัด ร้อนจัดได้ เพราะเมื่ออากาศร้อนจัด เค๊าไม่เคยอยู่ห้องแอร์ เวลาหนาวจัดก็ไม่ได้มีเครื่องทำความร้อน นั่นคือระบบที่มนุษย์อยู่กับธรรมชาติ แต่ทุกวันนี้ เด็กรุ่นใหม่อยู่กับห้องแอร์ ห้องปรับอากาศ เมื่อเค้าไปเจออุณหภูมิที่แตกต่างเพียง 2-3 องศา เค้าจะรู้สึกผิดปกติทันที เค้าจะรับไม่ได้ นั่นคือสิ่งที่ผมเรียนรู้มา

ทรนง : "... น้ำ CG เข้ามา มันจะไม่มีน้ำหนักเหมือน จูราสสิกพาร์ก หรือไดโนเสาร์ทั้งหลายแหล่ที่เราดูน่ะ คุณเห็นไหม ไดโนเสาร์แม่งตัวใหญ่ฉิบหาย ทำไมมันวิ่งเบาหวิว นั่นคือ คอมพิวเตอร์กราฟิก ผมดูแล้วมันไม่ได้ ..."

ทรนง : จริงๆผมมี 3 แนว เวอร์ชั่นแรก ผมทำหนังสงคราม ก็ทราบกันดีใช่ไหม ผมทำหนังสงครามมากที่สุดในโลก สัตว์สงคราม - ไทยรบในลาว มหาราชดำ - ไทยรบกับพม่า จางซีฟู - ไทยรบกับขุนส่า แหกนรกเวียดนาม - ไทยรบเวียดนาม กัมพูชา - ไทยรบกัมพูชา เวอร์ชั่นที่ 2 ก็คือ อุบัติโหด - คือ มือปืน กลกาม - คือ โสเภณี เป็นอาชีพที่เน้นๆ ผมทำกลกามฯ ทำ มาม่าซัง ทำ สวรรค์ชั้น 7 เป็นเรื่องของผู้กำกับคนนึงทำหนังสงครามมาตลอดแล้วล้มเหลว คนไม่อยากดู ผลสุดท้ายพอไปทำหนังเรตอาร์แล้วคนแห่มาดู ซึ่งก็คือเรื่องของผมเอง เสร็จแล้วทิ้ง จะไปสร้างโรงถ่าย พอไปเจอ IMF ก็กลับมาทำหนังอีกแนว ก็เริ่มจาก อมนุษย์ ก็คิดแบบคนแก่แล้วล่ะ คือ ทุกอย่างต้องลุ่มลึก แต่ก็ล้มเหลว ก็เลยมาจับสึนามิ

ทรนง : ทุกวันนี้ไม่ใช่ ทุกวันนี้ผู้กำกับนั่งหน้ามอนิเตอร์ เท่ฉิบหายเลย (หัวเราะ) ดื่มโค้ก ดื่มเบียร์ คนละอารมณ์ .. ผู้กำกับรุ่นใหม่ ผู้กำกับเมืองไทย มือดีๆหลายคน ขาดอย่างเดียว เค๊าขาดประสบการณ์ ไม่ใช่ประสบการณ์ทำหนังนะ ประสบการณ์ชีวิต อย่างผมนี่เคยเดินจากนี่ไปเชียงราย เดินเท้าเปล่า ผมเคยไปหมกตัวอยู่ในป่าอยู่เป็นปี ... รุ่นผมนี่ 14 ตุลาเดินแถวหน้า ตีหัวหมา ด่าแม่คน สูบกัญชาชักดิ้นกระแด่วๆ นี่ทำมาหมดแล้ว ...

ทรนง : พอได้เงินมาเสร็จปุ๊ป เคีาก็มานั่งหน้ามอนิเตอร์ เค้าไม่เคยรู้ว่า ล่องแก่งมันเป็นยังไง ความตายมันเป็นยังไง เค้าไม่เคยเห็นคนตายมันเป็นยังไง คนโดนยิงมันเป็นยังไง คนเจ็บปวดมันเป็นยังไง เค้าไม่เคยมีหนี้เป็น 100 ล้าน เค้าไม่เคยนอนกับผู้หญิงมา 100 คน เค้าไม่เคยอดจนไม่มีข้าวกินมา 7 วัน พอเป็นอย่างงี้ปุ๊บ มันจะทำอะไรล่ะ ก็ต้องทำหนังผี เพราะหนังผีเป็นเรื่องเดียวที่คิดเอาเองได้หมด ถูกต้องไหม คุณจะทำหนังผียังไงก็ได้ ผีหกหัว เจ็ดขาก็ได้ ทำได้หมด เพราะฉะนั้นคนรุ่นใหม่จะรู้เรื่องเทคโนโลยีหมดเลย แต่ไม่รู้อะไรเลย
พอพูดประโยคนี้จบ คนสัมภาษณ์ถามกลับเลยว่า : พูดแรงไปหรื่อเปล่าครับ

ทรนง : ไม่ได้แรง ตรง! เอ้า ลูกผมอายุ 37 เนี่ย มันก็เรียนหนังมาโดยตรง แต่ผมไม่ให้ลูกผมเข้ามาในวงการเลย เพราะเค้ายังไม่รู้จักชีวิต

ทรนง : ไอ้นั่นเค้าเรียกของปลอม นั่นคือ เฟค คุณไม่ต้องเอาเรื่องความเป็นความตายหรอก คนรุ่นใหม่ เอาแค่ความเหงา เฮ้ย มึงลองมานั่งอยู่คนเดียว 3 วัน 3 คืนแล้วไม่มีคนมาเยี่ยมมึง แฟนมึงไม่มา พ่อแม่มึงไม่มา แค่นั้นก็ตายแล้ว เหงาจริงๆมันต้องเหงาที่ชายแดน เหงาจริงๆแม่งต้องเหงาแล้วงูจะกัดกูหรือเปล่า เสือจะแดกกูหรือเปล่า คอมมิวนิสต์จะยิงกูหรือเปล่า

ทรนง : วันนี้คุณนั่่งเล่นเกมตั้งแต่ 10 โมงเช้าจนถึงตีหนึ่ง คุณยิงไป 200 ศพ คุณออกไปที่ถนนแล้วคุณเจอมือปืนเดินมาเอาปืนจ่อหัวคุณโดยไม่มีลูกนะ แช๊ะเดียว เยี่ยวคุณราดเดี๋ยวนั้นเลยนะ

ทรนง : อย่าง เจ้ย (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) เนี่ย ชอบ แต่เค้าก็ยังต้องสั่งสมประสบการณ์ให้่มากขึ้นอีก เค้ายังปรับตัวเข้ากับโลกไม่ได้ เหมือนผม ตอนนี้ผมก็ยังปรับตัวเข้ากับโลกไม่ได้ (หัวเราะ)

ทรนง : ผมไม่กลัว เพราะว่าตอนนี้ผมทำโรงถ่ายเป็นพันล้าน หนักกว่านั้นเยอะ

ทรนง : ผมก็สู้ดิ ผมเคยสู้ ผมเคยตัดนิ้วตัวเองมาแล้ว แต่ตอนนี้ไม่ตัดนิ้วตัวเองแล้ว สาบาน ตัดนิ้วคนอื่น (หัวเราะ) คนทำหนังสมัยนี้มันไม่สู้กันไง อย่าให้พูดเลย ผมอยากให้ผู้กำกับหนังแม่งมา เฮ้ย! อยากทำหนังมาคุยกับทรนง จบ ดีจริงได้ทำแน่นอน ผมอนุมัติ คุณก็สร้างเลย แต่ไม่มีใครกล้ามาเลย มันกลัวผมหมดไง (ห้วเราะ)

ตัดสินกันได้เอง ผู้กำกับหนังไทยวัย 58 ผู้ซึ่งเคยผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านคาวชีวิตมาเจ็ดย่านนำ้ เต็มเปี่ยมด้วยประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาเอาได่้จากการ surf net วิธีการพูดการคิดทั้งในแง่ของการทำงานหรือชีวิตส่วนตัว-การทำหนังหรือว่าการเลี้ยงลูก ทรนงตัวเองเพราะรู้ตัวว่าไม่ได้ทรนง โลกแคบและยึดติดหรือไม่ - ไม่ทราบจริงๆ เพียงแต่นึกย้อนไปถึงทฤษฎีการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตของ ชาร์ลส ดาวิน พวกที่ไม่รู้จักการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมจะค่อยๆตายและสูญพันธุ์ไปเอง ใช่แล้ว มันไม่มีอะไรมากเพราะพวกมันเอาแต่ทรนง.

Thursday, May 21, 2009

This is not Helvetica.




ซื้อรองเท้าแตะคู่นี้มาตั้งแต่ตอนไปงาน Creative Cities ที่บริติช เคานซิล อินโดนีเซียเชิญเมื่อปีที่แล้ว เมืองบันดุง อยู่ห่างจาร์กาตาประมาณ 3 ชั่วโมง เป็นเมืองที่อยู่ในแอ่งภูเขาไฟเก่า อากาศดี คนก็อัธยาศัยดี มีร้านรวงให้เลือกซื้อของสำหรับพวกใจที่ใจรัก โดยเฉพาะสินค้าในหมวดแฟชั่น รองเท้าแตะคู่นี้ได้มาจาก retail shop ที่ขึ้นป้ายแบรนด์ของตัวเอง ยี่ห้อ Wadezig! (ไม่รู้เหมือนกันว่าแปลว่าอะไร) ให้นึกถึงร้านหน้าตาคล้ายๆเวลาเดินเจอ Quicksilver หรือไม่ก็พวก Billabong ที่ออสเตรเลีย ตอนซื้อผมถูกใจมาก! ไม่ใช่เพราะเป็นรองเท้าแตะสกรีนลายเป็นชื่อฟอนต์ บอกนำ้หนัก (ฟอนต์) และขนาด (ก็ของฟอนต์) ข้างซ้ายสกรีนว่า arial bold 75 pt ส่วนข้างขวาสกรีนว่า helvetica bold 75 pt เช่นกัน ถ้าแค่นี้แล้วจบคงไม่เสียเงินซื้อมาแน่ๆ เพราะคู่นี้ตั้ง 60,000 รูเปียส !! แต่ความยอกย้อนมันอยู่ตรงที่ไอ้ที่สกรีนทั้งสองข้างซ้ายขวา มันเล่นใช้ arial ทั้งคู่เลยนี่หว่า นี่แหละคือเหตุผลที่เต็มใจซื้อมา ตอนแรกคิดว่า คนทำคงพลาดและไม่ได้ตั้งใจแหงๆ สงสัยว่าในเครื่องจะมีแต่ arial แต่พอกลับมาดูดีๆแล้ว ที่ป้าย tag ราคา ผมกลับต้องเขินนิดๆ ก็ป้ายมันพิมพ์ไว้เลยว่า ARIALVETICA เบอร์ 42 สีเทา !! ท่าทางจะดูถูกดีไซเนอร์รองเท้าแตะผู้ยอกย้อนท่านนี้ไม่ได้เสียแล้ว สมกับเป็น Creative City จริงๆ