Saturday, March 22, 2008

visual enforcement kit






link จาก stefano หลายเว็บเป็นเว็บที่บ้ามาก
อันนี้ เป็นตัวอย่างที่ยังไม่ถึงกับบ้าบอเท่าไหร่
และ practical กว่า link อื่น

ที่เห็นข้างบน คือ sticker ที่สามารถโหลด template ทั้งหมด 4 แบบเป็น pdf file ได้จากเว็บ
http://www.design-police.org/
สามารถโหลดและเอาไปใช้ได้ตามอัธยาศัย
หลายคนน่าจะคุ้นกับโปรเจ็คต์ sticker แบบนี้
อย่างโปรเจ็คต์ที่พี่ประชาเคยเขียนลงมติชน สุดสัปดาห์
The Bubble Project, Cancelled Stickers, Corporate Vandals Not Welcome
หรือว่าจะเป็น You Don't Need It sticker

template sticker ของ design police ก็บอกกันตรงๆแหละ
print ไปติดงานที่คิดว่าสมควรโดนข้อความเหล่านี้
ทางเจ้าของลิขสิทธิ์ไม่สงวนลิขสิทธิ์
เพียงแต่ไม่รับผิดชอบความเสียหายใดๆ ในการเอาไปใช้แบบไม่ดูตาม้า ตาเรือ

Monday, February 25, 2008

this is my first time for music packaging








จริงๆแล้วอยากทำ music packaging มานานแล้ว
แต่ไม่มีคนจ้าง
เป็นงาน print แทบจะสุดท้ายแล้วมั๊ง ที่ไม่เคยทำจรืงจัง
ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร
เคยทำเฉียดๆสุดก็ทำให้ project นึงของ british council
ช่วง british film festival สักปีน่ะแหละ น่าจะปี 2003
เป็น invitation card งาน launch party เปิดตัวหนัง 24 hours party people..
ที่ bed ตอนนั้นรู้สึกว่าจะใช่ graphic ที่เอามาจาก graphic ที่อยู่ใน space ของ Hacienda
ทำออกมา format เดียวกับ cd cover น่ะแหละ


ส่วนงาน indigo pearl เป็น project ข้ามปี ที่พึ่งมีเวลากลับมาทำอีกครั้ง
หลังจาก ลูกค้าแสนดี ยอมให้้ clear งานวุ่นๆ ช่วง bangkok design festival เสร็จไปก่อน

ที่เห็นคือ sketch แรก ที่ตั้งใจทำให้ออกมาเป็น series ที่ไม่เกี่ยวกับ โรงแรม indigo เลย
เอามาจากตวามรู้สึกเวลาฟังทั้งแผ่นมากกว่า
อยากทำให้เป็น audio cd package ที่ ไม่สะท้อนอะไรเลย
นอกจากอารมณ์ และ visual ที่ไม่เกี่ยว...
พยายามทำให้ออกมาเป็น series
เพราะ เชื่อว่า... ยังมีอีกหลายแผ่น ตามออกมาแน่นอน

what we have in mind, what we have in mushishi

น้อยคนที่อ่าน mushishi รอบแรกแล้วเข้าใจ...
บางคนอ่านจนจะหมดเล่มแล้ว ยังไปได้ไม่ถึงไหนสักที ก็ไม่แปลก
เสน่ห์ประหลาดของเนื้อหาและภาพวาดของ yuki urushibara นั้นแทบไม่มีข้อติ
ที่พิเศษกว่าคือ system ของการเล่าเรื่อง

บางตอนคือ tragic comic สะเทือนอารมณ์ชั้นยอด
บางตอนคือ จินตนาการที่ใช้แค่ส่วนเล็กๆจาก นิทานพื้นบ้านสร้างเป็นอีกเรื่อง
บางตอนสะท้อน ปมในใจของความสัมพันธ์ระหว่าง
แม่ กับ ลูก
พ่อ กับ ลูก
พี่ กับ น้อง
ความไม่สมประกอบ และเว้าแหว่งในใจเรา

ด้วยการใช้ system ที่ว่านี่แหละ ที่ทำให้เวลาอ่าน mushishi แทบจะวางไมาลง
เพียงแต่
ความรู้สึกแสนประหลาด ที่เวลาอ่านจนถึงหน้าสุดท้ายแล้ว
ให้ความรู้สึก ไม่เหมือนอ่านการ์คูนเล่มอื่น
... ไม่ได้กระเหี้ยนกระหือ อยากอ่านตอนต่อไป
หรือเสียดายเหลือเกินที่มาถึงหน้าสุดท้ายจนได้

บางที
mushishi
อาจทำให้เราเข้าใจถ่องแท้ ถึงเวลาหลุดไปอีกโลก
และเดินทางกลับมาโดยง่าย
กลับมาที่ใจ..

Thursday, January 3, 2008

what we have in mind





ชื่อภาษาไทยของ Mushishi ผลงานของ Yuki Urushibara คือ กีฎจารย์กับอาถรรพ์แมลงพิสดาร
สยามอินเตอร์ขอลิขสิทธิ์มาจาก Kodansha ตั้งแต่มกราคม 2547 ตอนนี้พิมพ์ถึงเล่ม 7
นี่คือ อีกเรื่องที่น่าอ่านมากๆ

คำว่า Mushishi แปลว่า แมลง แน่นอนว่าเนื้อเรื่องก็พูดถึงการดำรงอยู่ของแมลง
เพียงแต่ นี่ไม่ใช่แมลงอย่างที่เราเข้าใจแม้แต่น้อย
อ่านเล่มแรกอาจจะงงหน่อย แต่ถ้าเข้าใจกติกาของเรื่องนี้ก็สบาย

ฉากหลังคือญี่ปุ่นตอนปิดประเทศหรือช่วงระหว่างเอโดะกับเมจิ
เนื้อเรื่องก็จบเป็นตอนๆ
ส่วนที่อธิบายถึงแมลงก็ตั้งแต่หน้าแรก

"สิ่งที่อยู่เหมือนจะอยู่ห่างไกลออกไป
ที่เรียกกันว่าพืชและสัตว์ชั้นตำ่ที่เต็มไปด้วยความแปลกพิสดารนั้นดูเป็นเรื่องไม่ไกลตัวนัก
ตั้งแต่โบราณ มนุษย์เรียกกลุ่มที่แปลกประหลาดเหล่านั้นรวมกันว่า แมลง"

ถ้างงก็ไม่แปลก... งั้นเอาใหม่

ลองแบมืออกมาข้างนึง
สมมติว่า นิ้วชี้-กลาง-นาง-ก้อย เป็นสัตว์
ส่วนนิ้วโป้งคือ พืช
มนุษย์เราจะอยู่ตรงปลายนิ้วกลาง
(ส่วนที่ไกลหัวใจที่สุด)
พอจ้องเข้าไปในมือ ก็จะเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นตำ่
พอไล่ลงไปถึงข้อมือจะมีเส้นเลือดอยู่เส้นนึง
พวกที่อยู่ตรงนี้คือ จุลินทรีย์ แบคทีเรีย
พอถึงตรงนี้ ความเป็นสัตว์หรือเป็นพืชก็เรื่มจะแยกไม่ออกแล้ว
ตรงข้อศอกน่ะ ก็มีสื่งมีชีวิตด้วย
ใกล้ๆหัวใจเป็นพวกที่อยู่ใกล้ความมีชีวิตที่สุด
เรียกว่า แมลง

Friday, December 28, 2007

Mono No Aware



mono no aware (โมโนโนะ อาวาเระ) แปลตรงตัวว่า ความเศร้าสร้อยของสรรพสิ่ง
ได้คำนี้มาจากหนังสือของอ.เป็ด
แต่จริงๆ ไม่เกี่ยวกับที่กำลังจะเขียนถึงเลย แค่รู้สึกว่า บทความเกี่ยวกับการ์ตูนเรื่องนี้ ช่างเศร้าสร้อยและเถียงไม่ได้ เพราะมันคือความจริง

กำลังพูดถึงบทความจาก คอลัมน์ การ์ตูนที่รัก ของนพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
ในมติชน สุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1428 หน้าปก ทำไมต้อง สมัคร สุนทรเวช
บทความนี้เขียนถึงการ์ตูนเรื่อง Rainbow 7 นช. แดน 2 ห้อง 6 ของเนชั่น
การ์คูนที่พูดถึงเหตุการณ์ในญี่ปุ่น ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
เนื้อหาเป็นยังไง ต้องลองไปหาอ่านเอาเอง ที่อยากะูดถึงคือ ข้อเขียนของนพ.ประเสริฐมากกว่า

อะไรที่เกิดขึ้นในสถานพินิจเยาวชน ก็คือ อะไรที่เกิดขึ้นกับโรงงาน โรงเรียน และโรงพยาบาลเช่นกัน
เพราะพิ้นที่ทั้งสี่แห่งใช้โครงสร้างการจัดการแบบเดียวกัน

สถานพินิจเยาวชนโชนันเป็นสถานที่ปิดล้อม
โรงงาน โรงเรียน และโรงพยาบาลใช้การปิดล้อมเป็นการขีดวงอำนาจเหมือนสถานพินิจเยาวชน
โรงงานและโรงเรียนเข้าได้ออกไม่ได้ จนกว่าจะถึงเวลาออก
โรงพยาบาลเข้าได้ อาจจะออกไม่ได้ตามแต่ผู้มีอำนาจ คือ นายแพทย์จะเป็นผู้ตัดสินใจในนามแห่งสุขภาพ
ความต่างกันของสถานที่ทั้งสี่แห่งจึงเป็นเรื่องของเวลา

โครงสร้างอำนาจลักษณะหนึ่งคือ การจัดซอยเวลาเป็นส่วนๆ แล้วบังคับให้มนุษย์ปฎิบัติภารกิจตามเวลานั้น

ที่ผมถูกใจก็คือส่วนที่เขียนถึงโรงเรียนและโรงพยาบาล... อาจเป็นเพราะว่า
ผมไม่เคยทำงานโรงงานและไม่เคยเข้าสถานพินิจ

โรงเรียนควบคุมนักเรียนด้วยสิ่งที่เรียกว่า ตารางสอน
โรงพยาบาลใช้ตารางเวลาควบตุมทังผู้ป่วย ญาติและหมอ
โรงพยาบาลถนัดนักในการตัดซอยพื้นที่ให้บริการผู้ป่วยตามขั้นตอนและอวัยวะ
ขั้นตอนยิ่งมาก หรือมีหลายอวัยวะที่ต้องตรวจ อำนาจของผู้ป่วยจะถูกตัดทอนลงทุกขณะ
จนกระทั่งไม่มีสิทธิ์

โรงเรียนเป็นที่ที่เชี่ยวชาญเรื่องการแบ่งพื้นที่เพื่อควบคุมสติปัญญาของเด็กในนามระเบียบวินัย
ทำไมไม่มีใครสงสัยว่านักเรียนของประเทศที่เขาไม่ต้องเคารพธงชาตืตอนเช้า
หรือถูกสั่งให้ตัดผมสั้นเหมือนอาชญากรจึงพัฒนากว่าบ้านของเรา

การตัดผมสั้นเป็นอีกหนึ่งโครงสร้างของอำนาจ
นักเรียนบ้านเราตัดผมสั้นเหมือนเยาวชนในสถานพินิจเยาวชนโชนัน

อันนี้ไม่รู้มีใครคิดตามบทความนี้ทันหรือเปล่าว่าจริงๆแล้ว หมอประเสริฐอยากพูดเรื่องนี้กับใคร

ต้องถาม กระทรวงศึกษา กระทรวงวัฒนธรรม
และกระทรวงอะไรนะ
พัฒนาทรัพยากรมนุษย์น่ะ

จะตอบว่าอะไรบ้าง
น่าสนใจ

Friday, December 21, 2007

i-D The Declaration Issue (Vol. II/V June 2005)

พึ่งจะเจอ i-D เล่มนี้ เล่ม Declaration Issue
ส่วนครึ่งหลังของเล่มเป็น project ที่ทำขึ้นพิเศษ
ชื่อ i-D UNCONDITIONALLY SUPPORTS MAKE POVERTY HISTORY
ด้วยการเชื้อเชิญบุคคลสำคัญของวงการหลายๆวงการ (ส่วนมากก็เซเลบ)
มาร่วมแสดงความเห็นกับแคมเปญ Make Poverty History ด้วยภาพถ่าย ข้อเขียน งานอาร์ท หรือ คำคม
ที่ชอบที่สุดก็ ข้อเขียนของ Koto Bolofo...

no politricks

one meal bare foot eight million people die each year because they are too poor to survive.
Politricks. Silenced foetus Aids dead.
Politician pickpocket the poor with politricks.
Orphaned children no home human scavengers in jakata comb through mountain garbage dumps politricks.

Please Sir can i have some more?
begging has become a profession.
the world piggy bank reckons 1.1 billion people live in extreme poverty
no job has become a job politricks.
a double supersized Macdemocratic today seems to be problematic in the so called fourth world.

dried breats withering crops governments corrupt and lazy the source of poverty.
freedom is a human necessity
Mr. and Mrs. Politician.
Pickpocket your own pocket and make hospitals, roads, electricity, clean water
basic needs for life
and no more global politricks.

Thursday, December 6, 2007

They were all yellow




วันที่ 5 ธันวาคม 2550 ผมเมาเสื้อเหลือง ทุกที ทุกที่จริงๆ
จริงๆแล้ว... เรากำลังสร้างกลุ่มขึ้นมาอย่างรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว
หลายคนใช้ประโยชน์จากการจับคนหมู่มากให้ใส่เสื้อเหลือง

ที่ทุเรศคือ
แก็งมอเตอร์ไซค์ที่มาแข่งกันเต็มพระราม 4 ทั้งชาย-หญิง
ใส่เสื้อเหลืองกันทั้งนั้น แต่ไม่สวมหมวกกันน็อค
และกวนเมืองเละ

เพื่ออะไร