Wednesday, October 22, 2008

Perfect Eleven Phenomenon







ไม่น่าเชื่อว่าการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.หนนี้จะเกิดปรากฎการณ์
ผู้สมัครทั้งหมดจำนวน 16 คน มีอยู่ 4 คนที่ถูกเรียกขานว่า 4 ตัวเต็ง ทั้ง 4 คนไม่มีใครน่าสนใจพอที่จะสละเวลาระลึกถึงแม้แต่น้อย และยิ่งเปรียบเทียบไม่ได้กับผู้สมัครที่เหลืออีก 11 คน ผมไม่นับรวมลีน่าจัง ผู้สมัครเบอร์ 7 ที่เลือกที่จะไม่ปรากฎตัวออกมาพร้อมกับ 11 คนนี้ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าโปรดิวเซอร์รายการจับเข่าคุยของสรยุทธ์เทป 11 ผู้สมัครผู้ว่าสัปดาห์นั้นจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ต้องยกเครดิตให้ไปเต็มๆ เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างปรากฎการณ์นี้

และนี่คือสุดยอดผู้สมัครผู้ว่า กทม ประจำปี 2551 ที่ผ่านการคัดสรรมาแล้วว่าคือ ตัวจริง

ไล่จากรูปแรก คือ ผู้สมัครหมายเลข 1 นายกิตติศักดิ์ ถิรวิศิษฏ์ อายุ 59 ปี ปริญญาโท รัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเกริก
นโยบายคือ "ผู้ว่าอัศวิน- ให้รถเลี้ยวเป็นทางเอก" นโยบายไม่มีอะไรซับซ้อน "รถมาจากที่จอดรถและไปสู่ที่จอดรถ ถนนเป็นแค่ทางผ่าน" ปัญหาจราจรสามารถแก้ง่ายๆด้วยกฏจราจร ให้รถที่เปิดไฟเลี้ยวไปก่อน ไม่ต้องหยุดรอ ใครที่เห็นรถส่งสัญญาณไฟเลี้ยวต้องให้รถคันนั้นไปก่อน

ต่อมาคือ ผู้สมัครหมายเลข 4 นายวราวุธ ฐานังกรณ์ อายุ 50 ปี ปริญญาตรี เภสัช จุฬา
นโยบายคือ กรุงเทพฯเมืองมหัศจรรย์ ถือว่าโดดเด่นและมีกลยุทธ์ที่สุดใน 11 คน นโยบายกรุงเทพฯปลอดการปฏิวัติ โดยจะทำการซ้อมป้องกันทหารปฎิวัตืเป็นประจำทุกปี มีนโยบายป้องกันรถถังที่จะเคลื่อนตัวเวลาทหารจะทำการยึดอำนาจ ที่บอกว่าผู้สมัครรายนี้มีกลยุทธ์คือ เขาไม่หว้งว่าจะได้รับเลือกอยู่แล้ว แต่ขอแค่บ้านละ 1 คะแนนเพื่อเป็นการยืนยันว่า คนกรุงเทพฯไม่เอาทหาร ปัจจุบันโดนข้อหาหมิ่นไปแล้ว

ถัดมาคือ ผู้สมัครหมายเลข 9 นายวิทยา จังกอบพัฒนา อายุ 60 ปี ปริญญาตรี นิติศาสตร์ รามคำแหง
นโยบายคือ จะแก้ปัญหารถติดใน 7 วัน ด้วยวิธียกเลิกกับดักบนท้องถนน นายวิทยาพูดไว้เลยว่า ต้องงดใช้สัญญาณไฟจราจรทุกแห่งในกรุงเทพฯ รถที่จะเลี้ยวขวาให้ไปเลี้ยวซ้ายแล้วกลับรถเอา จะทำที่กลับรถดีๆไว้่ในท้องถนนทุกแห่ง เอาให้เหมือนหน้าห้างตั้งฮั่วเส็งและถนนริมคูเมืองที่เชียงใหม่ บุคลิกของนายวิทยาถือว่าโดดเด่นมาก ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย การใช้ภาษาในการหาเสียง เขาเคยเป็นพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย และลงสมัครครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้ว

ต่อด้วยผู้สมัครหญิงคนนี้เลย หนึ่งในผู้สมัครหญิงทั้ง 3 คน
หมายเลข 12 นางธรณี ฤทธีธรรมรงค์ อายุ 63 ปี จบปริญญาโทจาก บอสตัน
นโยบายที่ใส่เอาไว้่ใน web ของช่อง 9 คือ ตรวจสอบผู้ลอบทุจริต คนโกง คนผิด คนติดสินบน แต่ถ้าเอาจากตอนที่เธอไปออกในรายการจับเข่าตุยก็คือ นโยบายที่เธอพูดก่อนเลยคือ ขอคัดค้านกฎหมายที่ให้ผู้สมัครสามารถใช้ทุนหาเสียงได้ถึง 39 ล้าน ถ้าใครก็ตามที่ใช้เงินมากขนาดนี้ในการหาเสียงย่อมต้องมีการถอนทุนคืน นโยบายของเธอคือ จะไม่ให้มีป้ายหาเสียงจำนวนมาก เพราะถ้าผู้หย่อนบัตรเลือกตั้งจากป้ายข้างถนน อย่างที่เราเห็นในการเลือกตั้งรอบนี้ เธอรู้สึกบีบคั้นมากที่สรยุทธ์และสื่ออื่นๆไปให้ความสนใจกะ 4 ตัวเต็งเท่านั้น สรุปแล้วเธอคนนี้จะเลือกใช้นโยบายของ 4 ตัวเต็งที่เป็นประโยชน์เอามาใช้ซะเลย ที่เจ๋งกว่านั้นก็คือ เธอคนนี้ใส่เครื่องราชย์จากสวรรค์ ที่เธอว่าเธอได้มาเองไม่ต้องซื้อ เหมือนโกหกแต่เป็นเรื่องจริง .. จริงๆแล้วเคยเห็นผู้สมัครคนนี้ที่สปอร์ตคลับ เธอชอบตีแบดและเทนนิสโดยใส่ชุดที่ตัดจากผ้าไหมไทย

Friday, September 19, 2008

Come Back to Haunt Me








พล็อตที่แสนธรรมดาสามัญบวกกับวิธีถ่ายแบบเสมือนว่าธรรมดาสามัญ ไม่ใช่ปัญหาสำหรับ [REC]
ที่ทำให้หนังซอมบี้ความยาวแค่ 74 นาทีจากสเปนเรื่องนี้พิเศษกว่าหนังซอมบี้ทุกเรื่องที่เคยดูมาน่าจะเป็นความรู้สึกว่า ที่นอนดูอยู่เหมือนไม่ได้นอนดูอยู่หน้าจอ แต่ถูกลากเข้าไปในจอ ร่วมประสบการณ์ไปกับฉากและตัวละครในเรื่องชนิดไม่มีเวลาพักหายใจ ...

Jaume Balagueró และ Paco Plaza คือเครดิตผู้กำกับหนังเรื่องนี้ เขียนบทโดย Jaume Balagueró และ Luis Berdejo หนังว่าด้วยพล็อตดาดๆอย่าง ทีมงานรายการ TV ที่ชื่อ While you sleep มีพิธีกรภาคสนามและตากล้องตามไปถ่ายทำชีวิตจริงของนักดับเพลิงที่สถานีดับเพลิง พอไปซักพักก็มีภาระกิจที่ต้องออกไปช่วยคนที่ติดอยู่ในอพาร์ทเมนต์หลังนึง แล้วทีมงานรายการ TV ทั้งคู่ก็ตามติดไปออกสนามด้วย แน่นอนว่าดาดแน่ เพราะไอ้อพาร์ทเมนต์ที่ไปถึงมีซอมบี้อยู่ แค่นี้เอง จบแล้ว ..

เรื่องอืดๆช่วง 10 นาทีแรกเหมือนให้โอกาสเตรียมใจรับสภาพ ก่อนจะกระหนำ่ด้วยความน่ากลัวของฉากและโลกเสมือนจริง ด้วยวิธีถ่ายแบบ handy cam ตลอดเรื่อง ภาพ footage ของตากล้้องและดำเนินเรื่องด้วยพิธีกรสาวสวย sex appeal จัดๆ (Manuela Velasco) ไม่ต้องไปเปรียบกับ Blair Witch Project เพราะนี่ไม่ได้หลอกคนดูว่าคือเรื่องจริง สถานที่จริง [REC] ตั้งใจให้เข้าถึงง่าย ไม่ซับซ้อน เล่นกับความอยากรู้ ความเสือก และความกลัวของมนุษย์ได้ดีเกินคาด วิธีถ่ายแบบนี้ ให้ได้ภาพออกมาแบบนี้ให้ความรู้สึกไม่ต่างกับเวลาเราเล่นเกม First Person ที่คนเล่นโดนลากเข้าไปอยู่ในสถานการณ์สมมติของเกมโดยอัตโนมัติ

อย่าไปหาเหตุผลมากมายอะไร แปลว่า ไม่ต้องไปเสียเวลาจับผิดหรือคิดอะไรแบบ logic หนังก็คืิอหนัง มันทำหน้าที่ของมันเองตามธรรมชาติอยู่แล้ว แค่ปล่อยความรู้สึกไปตามภาพและเสียงที่อยู่ในจอ แล้วจะรู้สึกได้ไม่ยากเลย ว่าประสบการณ์เวลาเผชิญหน้ากับซอมบี้จริงๆแล้วมันเป็นยังไง ที่จะเตือนก็แค่ระวังอย่าให้อินมากไปก็พอ

Thursday, September 11, 2008

no news is bad news/no news is good news.







จากภาพและข้อความที่จะได้อ่านกันข้างล่างนี้
ทำให้เชื่อได้ว่า ที่ทำนายกันว่า อีกไม่นานหนังสือพิมพ์ในอเมริกาหลายร้อยฉบับ ทั้งหัวใหญ่ ห้วเล็ก โดยเฉพาะพวกหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นจะปิดตัวเองภายในไม่กี่สิบปี ท่าจะจริงแท้และแน่นอน ไม่ใช่แค่การเกิด web 2.0 อย่างเดียวเท่านั้นที่ทำให้หนังสือพิมพ์ที่เราคุ้่นเคยจะล้มหายตายจากไป
เผลอๆ วันที่ไม่มีหนังสือพิมพ์ฉบับกระดาษอาจมาถึงเร๊วกว่าที่เราคาดการณ์ไว้แน่นอน
ไม่เชื่อ ลองดูพฤติกรรมที่ ใครๆก็เป็นนักข่าวได้จากภาพและข้อความจาก fwd mail นี้
แค่เรื่องนี้ก็มีให้อ่านทั้ง ฉบับภาษาเหนือ และฉบับภาษากลาง หนังสือพิมพ์ไทยจะปรับตัวกับพฤติกรรมผู้บริโภคสื่อทุกวันนี้ได้หรือไม่ เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบตอนนี้ แน่นอน ..


อันนี้ฉบับภาษาเหนือ

ข่าวด่วนจาก โฟร์ดีคอร์ปอเรชั่น
วานนี้(100908) เวลา 20.00 น. ดีไซน์เนอร์หนุ่มชื่อดังหวิดดับ ตกกะไดก้นฟาด หลังได้รับบาดเจ็บ .... หนักกกกก....

รายงานข่าวจากผู้เห็นเหตุการณ์ / พี่รัตน์ เอ ค่ะ
แจ้งว่า พี่กะลังเซ็นชื่อจะปิ้กบ้าน เสียงคนตกขั้นไดดังมา พอหันไปผ่อก็หันอุ้มมือยังกำ๋โทรศัพอยู่เลย
มันตกขั้้นไดมาตึง 3-4ขั้น แล้วมือมันไปปั๊ดกับถังเขี่ยบุหรี่ ตกเหี้ยเบ้อ
ปี้ก่อตกใจ๋ ฮ้องขึ้นมา พอดีที่เอเขากำ๋ลังสแกนมือออกจากออฟฟิศพอดี คนหลายเหมือนกั๋น
เปิ้นก่อมามุงผ่อกัน
ปี้ว่าอุ้มมันเมาโทรศัพท์นา มันเลยตกขั้นได
ก่อพอเขามามุงกั๋นมันก่อบ่อว่าได ก่อลุกขึ้นมาเตวแป๋งหน้าซื่อไป
แต่เตวกะด๊อกกะด๊อกไปนา ท่าจะเจ็บเหมือนกั๋นนะ

จบข่าว หุหุ


ส่วนอันนี้ เป็นฉบับภาษากลาง
โปรดอย่ารอคอย แค่จงติดตามด้วยความระทึกในดวงหทัยพลัน

ข่าว โฟร์ดี ยามเย็น

เสียงตามสายแจ้งมาว่า ข่าวนี้ค่อนข้างเข้าใจยากเนื่องจากเป็นภาษาถิ่น ทางทีมงานจึงได้จ้างนักแปลมาแปลความได้ดังนี้นะคะ
พี่รัตน์จากเอได้ให้ข่าวว่า
พี่กำลังจะเซ็นชื่อกลับบ้านตรงป้อมยาม ก็ได้ยินเสียงคนตกบันได้ พอหันไปดู
ก็เห็นอุ้มตกลงมา ในมือยังถือโทรศัพท์อยู่เลย
ตกลงมาสัก 3 - 4 ขั้น แล้วมืออุ้มก็ไปปัดเข้ากับที่เขี่ยบุหรี่ ตกกระจาย
พี่รัตน์ตกใจเลยร้องให้คนช่วย พอดีพนักงานเอกลุ่มหนึ่งกำลังสแกนนิ้วมืออยู่ที่ประตู
ก็มามุงดูอุ้มกัน
พี่รัตน์คิดว่าอุ้มคงมัวแต่โทรศัพท์ เลยตกบันได
พอเขามามุงกันอุ้มก็ไม่พูดอะไร ก็ลุกขึ้นมาทำเดินหน้าตาเฉย
แต่ก็เดินกะเผลกๆไปนะ ท่าจะเจ็บอยู่เหมือนกัน

update เพิ่มเติม / ภาพข่าว
นอกจากถังเขี่ยบุหรี่ล้มแล้ว ราวบันไดเหล็กยังหัก และข่าวเม้ามาว่านาฬิกาพังเสียด้วย
พี่เด๋ยให้ความเห็นว่า ท่่าทางมันจะอายว่ะ เลยทำเฉยๆ

ข่าวเพิ่มเติมเย็นนี้
คุณเก่ง อารีวรรณ สุวรรณมณี เลขาคุณมงคล พงศ์อนุตรี
หลังจากสนุกสนานกับการทำข่าวการตกบันไดของอุ้มแล้ว
เกิดกรรมตามทัน
มือฟาดเข้ากับที่เก็บทิชชูในห้องน้ำหญิงอย่างจัง
ข้อมือห้อเลือด (เล็กน้อย) เจ้าตัวเผย เจ็บโคตร

กรรมใดหนอตามทันเร็วแท้

ข้อคิดก่อนจบข่าววันนี้
ช่วงนี้หน้าฝน...ระวังลื่นนะพี่น้อง

Monday, August 25, 2008

Wise Men Say Only Fools Rush In..








มีโอกาสได้ไป Indonesia เป็นครั้งแรก ตามที่ บริติช เคานซิล อินโดนีเซีย เชืญบริติช เคานซิล ประเทศไทยเนื่องมาจากโปรเจ็คต์ต่อเนื่องที่ชื่อ creative city ที่ต่อยอดมาจากที่ UK เมื่อต้นปี ผมไปในคราบของมีเดีย ตัวแทนจากไทย

น่าแปลกก็ตรงที่ อินโด กลับไม่เลือก jakarta เป็นสถานที่จัด creative city พวกเขาเลือก Bandung เมืองเล็กๆที่มีประชากรประมาณ 2 - 3 ล้านคน เมืองนี้อยู่บนเกาะชวา เกาะเดียวกับเมืองหลวง jakarta เดินทางจาก jakarta ประมาณ 300 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4-5 ชม
ที่นี่ รถติดมาก ไม่ต่างจาก กรุงเทพฯ สมัยผมเรียนอยู่มัธยมปลาย กรุงเทพฯสมัยที่ยังไม่มี BTS และการเดินจากวัดแขกไปสยามเร็วกว่านั่งรถเมล์เป็นไหนๆ

Bandung เป็นเมืองเล็กๆตั้งอยู่ภายในหุบเขา ที่ว่ากันว่าเป็นภูเขาไฟที่ยังดับไม่สนิทดี (ตามที่เขาเล่ามา) นั่นเลยเป็นสาเหตุที่ทำให้ เมืองนี้อากาศดีมาก โดยเฉพาะถ้าขึ้นไปหาอะไรกินยอดเขา อากาศดีถึงขนาดที่ตามประวัติศาสตร์ไทยแล้ว King Chulalongkorn ใช้เป็นสถานที่ตากอากาศเพื่อพักฟื้นให้กับโอรสที่ป่วยหนัก และน่าประหลาดที่ โอรสพระองค์นั้นหายดีและสามารถเสด็จนิวัตรพระนครได้

ที่เมืองนี้ผมมีโอกาสได้เจอ ผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เป็นคนไทยที่มาใช้ชีวิตที่เมืองนี้กว่า 20 ปีแล้ว ท่านแต่งงานกับชายชาวอินโด แน่นอนว่าบทสนทนากับคนไทยด้วยกันคงทำให้บทสนทนาครั้งนี้ออกรสชาติ และบ่อยครั้งที่ เรื่องที่ท่านมักกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้ง จะเป็นเรื่องความเห็นต่างกันของ 2 ชนชาติ โดยเฉพาะเรื่อง พิธีกรรม ความเชื่อตามศาสนา
หลายครั้งที่ผมได้ยินท่านกล่าวถึง คนชวาพื้นเมือง ประมาณว่า พวกอาณานิคม โดยเฉพาะชาวดัทช์ พยายามสอนให้ชาวพื้นเมือง ขี้เกียจและห้ามใฝ่รู้ แปลว่า ให้ทำตามที่สั่งอย่างเดียว อย่าเสือกทำเป็นรู้มาก แปลว่า ปลูกฝังเพื่อการเป็นทาสนั่นแหละ และมันคงฝังลึกลงไปใน DNA จากบรรพบุรุษ ทำให้พวกเขาทุกวันนี้ ก็ยังคงความขี้เกียจและโง่ดักดาน ถึงขนาดที่ท่านว่า ต่อให้มีคนมายกโรงงานที่มีคนงานเป็นชาวพื้นเมือง ท่านก็จะไม่เอาเด็ดขาด อันนี้ ไม่ใช่คำพูดของผม แต่เป็นของผู้ใหญ่ท่านนั้น

สิ่งที่ผมได้ยินการเปรียบเทียบจากผู้ใหญ่ท่านนั้น บ่อยครั้งก็คือ การเปรียบว่า พวกเขา (ชาวอินโด-ชวา) ขี้เกียจและโง่กว่าคนไทย ท่านบอกซำ้หลายรอบทีเดียว ที่เป็นโชคดีของคนไทยเรา ที่ไม่โง่และขี้เกียจเหมือนคนที่นี่

ความรู้สึกผมกลับเห็นแย้งตรงกันข้าม ผมรู้สึกว่า ขี้เกียจและโง่ ยังดีกว่า โง่แล้วเสือกขยัน เพราะอย่างน้อยที่สุด ถ้าโง่และขี้เกียจแล้ว ก็ดีนะถ้าจะขี้เกียจ ที่จะไปตัดหรือทำลายต้นไม้ ผลาญพื้นที่สีเขียวของเมือง มันน่าจะดีกว่า พวกโง่แล้วเสือกขยันในประเทศนี้ ที่โง่อย่างเดียวไม่พอยังเสือกขยันทำโง่ๆด้วย ผลสุดท้าย ก็คือสภาพบ้านเมืองที่เราเห็นคาตาทุกวันนี้

ลองเทียบ Bandung กับเชียงใหม่วันนี้แล้ว เห็นด้วยกับที่ผมว่าหรือยัง ?

Monday, August 18, 2008

Another One Bites The Dust







แคมเปญ outdoor บริเวณแยกคลองเตย (เลยตลาดปีนังตัดกับพระราม 4 ทางมุ่งไปแยกอโ๋ศก)
ชุดนี้น่าจะพิมพ์ลงบนผ้าพลาสติก
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าพิมพ์ระบบ ink-jet หรือว่าพิมพ์แบบซิลค์สกรีน
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

ข้อความที่ผ่านการสร้างสรรค์จากก๊อปปี้ไรท์เตอร์ ชาวชุุมชนคลองเตย
บวกกับการจัดวางที่แสดงให้เห็นทักษะของอาร์ตไดเร็คเตอร์ ที่ใช้แค่งานไทโปล้วนๆ
ก็ยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

ที่สำคัญที่สุดคือ การประกาศต่อธารกำนัลเป็นวัฒนธรรม
และเป็นวัฒนธรรมกระแสหลักที่ทุกชนชั้นล้วนแสวงหาพื้นที่ที่ตัวเองสามารถจับจองได้
ไม่ว่าคุณจะเป็นใครสังกัดชนชั้นและชุมชนไหนๆ
.. ชาวบ้าน ชาวนา ชุมชนรากหญ้า ไซด์ไลน์ นักศึกษา ม็อบ นายกรัฐมนตรี เจ้านายหรือไพร่
ประเด็นที่น่าสนใจอีกนิด คือ ข้อความตามประกาศแต่ละชิ้น... มักมีคนพูดความจริงไม่หมดอยู่เสมอต้นเสมอปลาย
ไม่เชื่อ..
ลองอ่านข้อความในภาพอีกที..

Sunday, July 27, 2008

From Madrid with Love








ว่ากันตามเนื้อผ้า รู้สึกว่าหน้าตา Terminal 4 ของ Madrid Barajas Airport ไม่ค่อยจะได้เรื่องสักเท่าไหร่
ทั้งที่เป็นเครดิตของ Richard Rogers แท้ๆแต่กลับไม่ได้ให้ความรู้สึกแบบงานของพวกรุ่นใหญ่เลย
ที่แจ่มกว่ามากก็คือ ระบบ way-finding และ environmental graphic ของที่นี่ต่างหาก!

โชคดีที่มาดริดเปิด terminal ใหม่ขึ้นมาสำหรับสายการบินที่ไม่ใช่สายการบินของประเทศในยุโรป
เลยให้เอเจนซี่ The Brand Union เป็นผู้รับผิดชอบงาน environmental graphic ของ terminal นี้
และแน่นอนว่า ไหนๆทำทั้งทีก็ทำมันทั้งหมดที่เหลืออีก 3 terminal แรกให้ใช้ด้วยกันไปเลย
ระบบ graphic ตั้งใจล้อกับสีของตัวอาคารด้านนอกด้วยการเลือกใช้สีหลักคือสีเหลือง
และจัดการสร้างระบบการให้ข้อมูลใหม่ขึ้นมาคือจับเอาทั้ง information, orientation และก็ stress reduction ไว้ด้วยกัน
การเลือกใช้ชุดสีและตัวอักษรแทนค่า GATE ที่จะเดินขึ้นเครื่องแทนที่จะใช้เป็นตัวเลขแบบที่อื่นก็ทำให้คนไม่งง
แถมด้วยการจัดการระบบ information design ที่บอกข้อมูลที่จำเป็นสำหรับผู้โดยสารก็ทำมันหมดทั้งสนามบิน
คิดดูแล้วกันว่า ละเอียดขนาดเสื่อยืดของพนักงานทำความสะอาดยังเป็นเสิ้อสีเหลืองสกรีน pictogram ชุดเดียวกับที่ใช้กับ signage
ทั้งที่งานยากขนาดนี้ แต่ The Brand Union กลับใช้เวลาในการทำงานทั้งหมดราวๆ 6 เดือนเท่านั้นเอง
พระเอกของ Terminal 4 เลยไม่ใช่ตัวอาคาร bamboo ของ Richard Rogers แต่เป็นนี่ต่างหาก ...

Tuesday, July 1, 2008

Man is the measure of all thing






ความรู้สึกตอนที่อ่าน A Wonder Boy ตอนแรก
แทบไม่ต่างจากตอนที่ได้อ่าน Mushishi
เห็นหน้าปกแทบไม่มีทางรู้ว่านี่คือ ผลงานของ Kazumi Yamashita
คนวาด ป๋าอัจฉริยะ
A Wonder Boy ว่าด้วยเรื่องของ เด็กผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นอมตะ
เดินทางไปทุกห้วงเวลา ทุกยุคสมัยของโลก
เฝ้าคอยจับตาดู พฤติกรรมมนุษย์ด้วยความสงสัย
พล็อตง่ายๆ แค่นี้แหละที่ทำให้อ่านได้เพลินเกินคาด

เด็กหนุ่มผมทอง ไม่ใช่พระเจ้า ไม่ใช่ร่างของเทวดาที่ไหน
ร่องรอยที่ทิ้งไว้มีมากกมายตามตำนานเล่าขานของผู้คนในนิทานปรัมปรา

แวบแรกเลยนึกถึง เจ้าชายน้อย
แต่อ่านไปอ่านมา นึกถึง ฮืโนโทริ วิหคเฟลิง ของโอซามุ เทตสึกะ
เปลี่ยนแค่นกอมตะ เป็นเด็กผู้ชายผมทองคนนี้

ที่สำคัญคือ สื่งที่สงสัยในตัวมนุษย์ไม่ต่างกับปรัชญาตะวันออกผสมกันให้วุ่นกับปรัชญาตะวันตก
ใช่แล้ว ว่าไม่มีพระเจ้า ไม่มีโลกหน้า ไม่มีชีวิตนิรันดร์
สุดท้าย มนุษย์ก็ต้องตายอยู่ดี

จริงๆแล้ว เด็กชายคนนี้ต่างหากที่น่าสงสารที่สุดในเรื่อง
เพราะไม่เข้าใจความตาย
จึงไม่อาจจะเข้าใจความหมายที่แท้ของมนุษย์

ลองหามาอ่าน รับรองอีกครั้งว่าไม่ผิดหวังแน่นอน