Wednesday, February 4, 2009

dead man talking






เอามาจากด้านหลังของสมุดเล่มเดิม ดูเหมือนว่าช่วงนั้นจะหมกมุ่นแต่กับเรื่องความตาย แม้แต่คำพูดของ andy warhol ที่จดไว้ก็หนีไม่พ้น ...
warhol เคยพูดเอาไว้ได้น่าสนใจไม่น้อยเกี่ยวกับ ความตาย เพียงแต่แค่สงสัยว่า ตอนที่พูดยังมีชีวิตอยู่ ยังพูดให้ดูเท่ได้ แต่พอเวลาที่ต้องตายจริงๆแล้ว อยากรู้เหมือนกันว่า จะระลึกได้หรือเปล่า ว่าตอนยังไม่ตาย เคยพูดเอาไว้ว่ายังไง และตอนที่ต้องตายจริงๆจะคิดได้อย่างที่พูดหรือเปล่า ไม่มีใครรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ทำให้นึกถึง dialogue หนึ่งของหนังเรื่อง kairo ที่ว่า "ความตายคือ ความโดดเดี่ยวชั่วนิรันดร์ ความตายคือ ความเงียบเหงาชั่วนิรันดร์" ...

I never understand why when you died, you didn't just vanish, and everything could just keep going the way it was only you just wouldn't be there. I always thought I'd like my own tombstone to be blank. No epitaph, and no name well, actually, I'd like to say "figment".

อ่านจนจบแล้ว รู้สึก ironic กันบ้างไหม มีใครเคยเห็นหลุมศพและป้ายหน้าหลุมศพของ andy warhol กันบ้าง อยากรู้ว่าจะมีหลุมศพไม่ติดป้ายหน้าหลุมไปทำไมถ้าคิดว่า ตายแล้วก็แค่ vanish ต้องไม่มีแม้แต่หลุมศพเลยไม่ใช่หรือ ไม่ใช่แค่ไม่มีชื่อสลักไว้ที่ป้ายหน้าหลุม

dead man walking








หยิบสมุด sketch ที่ด้านหน้าเซ็นเอาไว้ว่า เริ่มใช้เมื่อปี 2005 แถมมี brochure หนัง always ยังอยู่เหมือนเดิม ช่วงหน้าแรกๆที่เปิดๆดู​คือ ตอนคิดงาน stone ตอนกลางๆมี ladder lounge ในงานสถาปนิก ช่วงท้ายๆเป็นเล่ม skin แต่หน้าหลังนี่น่าสนใจกว่ามาก พยายามจะนึกให้ออกให้ได้ ว่าทำไมถึงมีแต่ข้อเขียนที่เกี่ยวพันกับความตาย

ย่อหน้าต่อๆไปอ่านแล้วคงรู้สึกหดหู่สำหรับคนที่ไม่ชินกับความตาย ถ้ารู้สึกไม่ค่อยดี ก็อย่าอ่านเลยก็แล้วกัน ผมแค่อยากระลึกถึงข้อเขียนด้านหลังสมุดเล่มนี้ไว้ ระลึกว่า เวลานั้น เขียนขึ้นด้วยความรู้สึกแบบไหน

050106
ความตายอยู่กับเราเสมอ เวลาที่คนใกล้ตาย ความจำอะไรจะโดดออกมาในช่วงเวลาสุดท้าย พ่อกับแม่ ครอบครัวหรือคนรัก

150206
ผมชอบเสียงพระสวดที่นี่ การสวดพระอภิธรรมศพ คือการสวดเพื่อคนที่อยู่ คนที่มาฟัง ไม่ค่อยได้อะไร ภาษาบาลีนอกจากเพราะแล้ว ผมแปลไม่ออกจริงๆ
- เพราะว่าบุญย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกเบื้องหน้า
- วันและคืน ล่วงไป ล่วงไป คนทั้งหลายหาความตายด้วยกันทุกคน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งคน .... และคนชรา ทั้งคนมั่งมีและคนเข็ญใจ ล้วนมีความตายอยู่ต่อหน้าด้วยกันทุกคน
- คนเป็นจำนวนมาก บางคนเห็นหน้ากันอยู่เมื่อตอนเช้า ครั้นตกเย็นตายเสียแล้วไม่เห็นกัน บางคนเห็นหน้าเมื่อตอนเย็น ครั้นรุ่งเช้าตายเสียแล้ว ไม่เห็นกัน
- สัตว์ทั้งหลายล้วนตายมาด้วยกัน เพราะว่าชีวิตมีความตายเป็นที่สุด สัตว์ทั้งหลายจะเป็นผู้รับผลแห่งบุญและบาปไปตามกรรมที่ตนทำไว้ ผู้เจริญทั้งหลาย ร่างกายของเรานี้ มืได้มีแก่นสารมั่นคง คือไม่ปรากฎนานเท่านาน อุปมาดังสายฟ้าที่แลบออกมาแล้วหายไปกับท้องฟ้า

ตัวหนาคือที่ผมเขียนขึ้นมาใหม่ ไม่ได้อยู่ในบันทึก - คิดว่าน่าจะเป็นบทสวดที่ผมเขียนตามที่พระสวด พอลองนึกดูแล้ว มีไม่กี่วัดที่สวดเป็นภาษาบาลีและภาษาไทยเป็นคำแปล - วัดเทพศิรินทร์ -

150306
ศาลา 7 วัดธาตุทอง
- ผมกลับมาที่นี่อีกครั้ง สถานีเอกมัย ลงมาแล้วเดินไปทางซ้าย มองลงไปเป็นเวิ้งที่เงียบเหงา แดดตอนเย็นแบบนี้ ชัดเจนเหลือเกินว่าชีวิตมันก็เท่านี้ ผ่านมา 1 เดือน ศพเพิ่มขึ้นมาอีก 2 ศพ นำ้ตาไม่ช่วยอะไร นอกจาก ...
- ผมไม่เคยเห็นพ่อร้องไห้ในงานศพแม้แต่ครั้งเดียว วันนี้ ตอนนี้ ที่นี่ แผ่นหลังของพ่อ ผมมองเห็น เสื้อกล้ามที่อยู่ใต้เสื้อเชิ้ตขาวตัวนั้น แผ่นหลังเดิม นำ้ตาของพ่อ ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นเป็นของจริง นอกจากเรื่องของผมแล้ว นี่เป็นอีกเรื่องที่พ่อเผยความบอบบางออกมา
- ความจริงที่ผมเลือกที่จะลืมไปนานแล้วก็คือ ปู่ภาพเป็นคนเลี้ยงพ่อผมตั้งแต่เล็ก ปู่ภาพเป็นน้องชายของย่า ที่เป็นแม่ของพ่อที่เสียไปตั้งแต่พ่อไม่ถึง 2 ขวบ
- สิ่งที่ผมเกลียดคือกลิ่นดอกไม้อบอวลในศาลา เหมือนผู้หญิงฉีดนำ้หอมไร้รสนิยมและความพอดี แต่ตอนนี้สิ่งที่เกลียดยิ่งกว่าคือ ภาพติดตา
- ฉากกั้นสีนำ้เงินออกไปแล้ว โลงถูกยกวางบนที่ของมัน คนตายจะมีนำ้หนักเพิ่มแค่ไหนไม่รู้ ทำไมถึงยอมรับกับความตายไม่ได้ มนุษย์ไม่ชาชินกับความพลัดพราก ทุกอย่างไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของเราแม้แต่เราเอง
- ถ้าอยากเห็นสิ่งที่ไม่ตาย ก็จงเห็นความเกิดและความตายเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงของสังขาร ... พุทธทาสภิกขุ ...
- แค่การเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นก๊าซ

- เลือกเกิดมาแล้ว ก็มีแต่จะต้องตาย เมื่อมีชีวิตอยู่ ก็ต้องเผชิญกับทุกข์ภัยต่างๆ ชีวิตความเป็นอยู่ กับทั้งสมบัติมากมายประดามี เป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ ไม่แน่นอน
- ความตายที่ใกล้เข้ามาเสมอ ทุกๆระยะลมหายใจเข้าออก จึงควรที่จะรวบรวมกุศลธรรมที่ได้ไว้ในใจ กุศล อกุศล ที่บุคคลทำไว้เท่านั้น ย่อมติดตามไปด้วย เหมือนเงาติดตามตัวไปฉันนั้น

แค่พิมพ์ตามที่เขียนไว้ ยังรู้สึกหดหู่ขนาดนี้ ตอนนั้นผมจะรู้สึกขนาดไหน สมองเลือกที่จะ delete memory ความรู้สึกช่วงนั้นทิ้งไปแน่ๆ แต่ที่เขียนไว้ด้านหลังสมุดเล่มนั้นยังอยู่ ...

Tuesday, January 27, 2009

thai people are alright ?





เราไม่ได้ไปจัตุจักรกันนานหลายปี สภาพหลายอย่างเปลี่ยนไปจนทำเอาเดินหลง พอเริ่มเปลี่ยนจากโซนเฟอร์นิเจอร์เป็นโซนเสื้อผ้าและระดมซื้อของกันหนักข้อมากขึ้น ทำให้ได้ข้อสังเกตบางอย่างที่รู้สึกว่า ไม่ใครก็ใครล่ะที่ดูงี่เง่า เราสองคนพกถุงผ้า-ขอโทษ-ไม่ใช่ถุงผ้าหรอก จริงๆมันทำจากพลาสติก หลังจากเดินซื้อของแต่ละร้านและปฎิเสธถุงพลาสติกจากคนขายแต่ละร้าน ให้แม่ค้าใส่ของลงในถุงที่เราถือมาด้วยทุกร้าน ถ้าร้านไหนคนขายเหมือนเป็นเด็กที่ถูกจ้างมาเฝ้าร้าน ก็จะไม่พูดอะไร แต่ถ้าร้านไหนที่ดูเหมือนเจ้าของร้านเป็นคนขายเองแล้วล่ะก็ เราจะได้ยินคำพูดประเภทนี้ แทบจะทุกครั้งที่ปฎิเสธถุงพลาสติก สายตาที่มองเหมือนพวกเราเป็นตัวประหลาดพร้อมคำพูดประมาณ -พวกนี้เค๊าช่วยโลกร้อน- -ช่วยโลกร้อนซะด้วย--ไม่เอาถุงด้วย ช่วยโลกร้อนนะเนี่ย--
นี่คือความงี่เง่าอะไร ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า การไม่ขอรับถุงที่ดูเหมือนเป็นธรรมเนียมที่ทุกร้านต้องไว้ใส่ของแล้วยื่นให้ลูกค้า มันเกี่ยวอะไรกับแค่โลกร้อน พวกเราแค่ไม่อยากเปลืองถุงของพวกคุณ ไม่รู้ว่าจะเอามาทำไมเยอะแยะ ที่แปลกใจคือ ที่พูดออกมามีแต่เจ้าของร้านที่ดูเหมือนจะรู้จักเรื่องของโลกร้อนอยู่บ้าง เลิกมองด้วยสายตาประหลาด เรารู้ว่า หลายคนหิ้วถุงผ้าที่ข้างในใส่ถุงพลาสติกที่ใส่ของที่ซื้อมาเยอะแยะในนั้น ประเทศไทยน่าจะเก็บเงินค่าถุงได้แล้ว ประเทศนี้อุดมสมบูรณ์จนคนมันสบายเกินไปนะ

Tuesday, January 13, 2009

Fantastic Plastic Machine ++ Livin' On a Prayer











เพราะหัวกระแทกตอนเดินข้างถนนที่เชียงใหม่ทำเอาปวดฟัน ตอนแรกปวดฟันบนด้านซ้าย แต่พอมากลับมากรุงเทพฯ มันดันปวดฟันล่างด้านซ้ายแฮะ อาการชักจะแปลกๆ และมันทำให้ผมได้พบกับประสบการณ์ใหม่ที่โคตรจะตื่นเต้น ที่ศูนย์ทันตกรรมของโรงพยาบาลกรุงเทพ ตึกที่อยู่ติดถนนเพชรบุรี ปากซอยศูนย์วิจัย .. ที่นี่ทำให้ผมคิดว่าตัวเองหลงอยู่ในฉากหนังไซไฟจริงๆ
หาหมอฟันครั้งสุดท้ายน่าจะสัก 4-5 ปีที่แล้ว
แต่แค่ 4-5 ปี มันไม่น่าจะเปลี่ยนไปได้่มากขนาดนี้ พอเข้าไปห้องที่หมอฟันนัดตรวจก็ยังรู้สึกเฉยๆ แต่พอตรวจไปตรวจมา ฟันผมชักมีปัญหากว่าที่คิด ฟันบิ่น เหงือกร่น ฟันบนบิ่นอย่างเห็นได้ชัด หมอสรุปว่า ผมแปรงฟันแรงเกินไป ที่สำคัญมันถูกต้องแบบเถียงไม่ได้เลยจริงๆ ส่วนซี่ที่ปวดด้านซ้าย เริ่มวิเคราะห็ยากขึ้น เพราะมันปวดแบบอยู่ๆก็ปวด เลยส่งผมไปห้อง x-ray
และที่ห้องนี้แหละ ที่ทำผมต้องตะลึงกับไอ้เครื่องจักรหน้าตาเหมือนเครื่องกลในอนาคตยังไงยังงั้นเลย การ x-ray ช่องปากตอนแรกก็ปกติดี ไม่ได้รู้สึกต่างจากตอน x-ray ปอด แต่พอมา x-ray แบบ zoom ที่ฟันกรามนั้นแหละที่ทำเอางง ก็พี่แกเล่นเอาท่อเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 cm มาทาบกับแก้มผม แค่นั้นเอง พอทาบ 2 ข้างเสร็จ ผู้ช่วยหมอก็บอกให้ผมเดินกลับไปที่ห้อง
และที่ห้องหมอนี่แหละที่ทำเอาอึ้งเข้าไปอีก ตรงเตียงคนไข้ที่ผมนอนมีจอ LCD ประมาณ 21 นิ้วอยู่ และหน้าจอก็เป็นรูป x-ray ภายในปากผมเอง ส่วนหมอก็อยู่ที่หน้าจอของหมอแล้วก็ใช้ เคอร์เซอร์ค่อยๆชี้ให้ผมดูว่าฟันผมเป็นยังไงบ้าง โดยไม่ต้องใช้ฟิลม์และไม่ต้องใช้คนเดินเอามาให้ ทุกอย่างผ่านระบบแลนด์ และถ้าอยากได้ film x-ray ก็มีบริการ print เป็นภาพขาว-ดำให้เอากลับไปดูเล่นหรือเป็นที่ระลึกได้ตามสบาย เฉิบ เฉิบ
มันไม่หนุกอยู่ก็ตรงที่เคสของผมนั้น อาจจะสรุปได้ว่า ฟันร้าว จากการนอนกัดกราม .. เลยได้ข้อสรุปว่า ผมต้อง ไปจัดการเอาส่วนที่อุดออกก่อนเพิื่อดูว่าฟันร้าวจริงมั๊ย ถ้าร้าวจริงก็ต้องอุดและครอบ ตามด้วยถอนฟันคุด ขูดหินปูนและ ทำฟันยางสำหรับนอนตอนกลางคืนไม่ให้กัดฟัน ... แล้วหมอก็จัดแจงสอนวิธีแปรงฟันให้ใหม่หมด ควรใช้แปรงขนนุ่ม และใช้ไหมขัดฟัน่ทุกครั้ง อันนี้ไม่ไหวจริงๆ ใช้ไหมขัดฟันทุกครั้งที่แปรงฟัน ... สรุปหนูๆทั้งหลายควรไปหาหมอฟันทุกๆ 6 เดือน และอย่ากลัวหมอเลยนะ เพราะสมัยนี้แล้ว เหมือนอยู่ในยานอวกาศมากกว่าน่า!

ไม่เช่นนั้นท่าน อาจเป็นเช่นนี้ เผชิญกับการผ่าฟันคุดในเวลาที่ไม่พร้อมลุยเหมือนสมัยวัยรุ่น!

มีนัดผ่าฟันคุดกับหมอสมเกียรติ หมอฟันสามัญประจำบ้าน เคยผ่าฟันคุดกับแกมาแล้วเมื่อ 4 -5 ปีที่แล้ว จำได้้ว่าหมอแกมือเบา ผ่าไม่เจ็บ ก็มันฉีดยาชาจะไปเจ็บได้ยังไง ที่สำคัญมันลืมความรู้สึกนั้นไปหมดแล้ว ความรู้สึกตอนยาชาหมด ความรู้สึกที่ต้องกัดก้อนสำลี ชุ่มเลือด โชกไปด้วยเลือดและนำ้ลายเหนียวๆ แถมต้องกลืนเลือดลงคอไปเรื่อยๆอีก แล้วผมก็ตระหนักได้ทันทีหลังจากหมอเอาผ้าคลุมสำหรับผ่าตัดมาปิดหน้าผมไว้ กันของเหลวกระเด็นจากปากมาโดนเสื้อผ้า เสียงเบาๆ ประมาณ " welcome to the ... real world " เวลาเกิดเสียงที่มันดังจากการที่หมอกำลังใช้เครื่องจักรกลบางอย่างกับภายในช่องปาก โดยที่่เราไม่รู้สึก (เพราะชา) แต่เสียงมันสะท้อนไปมา ก้องอยู่ในรูหู มันทำให้จินตนาการของผมเตลิดไปไกลสุดขอบนรก คลินิกทันตแพทย์ อรุณากูร เช้านั้น ถ้าใครผ่านไปได้ยินเสียงเครื่องมือพวกนั้น ช่วยชะโงกหน้าแล้วจำมาบอกกันหน่อยเถิดว่า ... ช่องปากของผมโดนชำเราอะไรไปบ้าง

Tuesday, January 6, 2009

no ghost in the shell







หนังของ Kiyoshi Kurosawa ก็ยังเป็นหนังของ Kurosawa เหมือนเดิม คนที่เคยดูหนังของเขามาแล้วหลายเรื่องน่าจะปรับตรรกะและยอมรับตรรกะของเขาได้ดี Retribution (2006) เป็นหนังอีกเรื่องที่เนื้อหายังวนเวียนอยู่ที่ ความอ้างว้างโดดเดี่ยว เมืองใหญ่ ผี และความดำมืดในใจมนุษย์ ไม่แปลกถ้าจะรู้สึกว่า Retribution แทบไม่ต่างจากงานเก่าๆอย่าง Cure, Kairo และ The Loft
หนังเดินหน้าไปเรื่อยๆโดยไม่สนว่าคนดูจะรู้สึกอะไร หนังสอบสวนที่มีเรื่องของผี จิตเภท และฉากโตเกียวแบบหลอกๆ เดินเรื่องแบบสะเปะสะปะและคาดไม่ถึง หลายครั้งที่มีคำถามสวนขึ้นมาเวลาเห็นเรื่องดำเนินไป แล้ว Kurosawa ก็เหมือนจะรู้ว่าผมกำลังสงสัยอะไร เพราะไม่ทันถึงวินาทีคำถามที่สงสัยก็ถูกเฉลยแบบโง่ๆน่ะ
ลองมาดูตรรกะประหลาดๆของ Retribution อย่างเช่น วิธีฆาตกรรมในเรื่องต้องใช้วิธีกดเหยื่อจมนำ้ทะเลจนหายใจไม่ออกจนตาย ในโรงพยาบาลโรคประสาทก็ใช้วิธีนี้จัดการคนไข้ที่ไม่เชื่อฟังหรือมีปัญหาเช่นกัน ผีที่โผล่ออกมาก็ตือเสียงความจริงในใจของแต่ละคน คนที่เคยเห็นผีผู้หญิงชุดแดงจะรับความรู้สึกของเธอได้ คือความรู้สึกที่คนใกล้ชิดที่สุดไม่เคยสนใจใยดี จนต้องฆ่าทิ้ง หรืออย่าง ประโยคสุดท้ายที่พูดวนไปวนมาไม่ยอมหยุด "ถ้าฉันตาย พวกแกก็ต้องตายตามไปด้วย" สุดท้ายคือ ผีในเรื่องนี้ตอนมีชีวิตเป็นคนไข้โรคจิต แน่นอนว่าพอเป็นผีแล้วโรคจิตหนักขนาดไหน ลองหามาดูกันด้วยความระทึกในดวงหทัยพลันจริงๆ

Wednesday, December 24, 2008

what the hell




เอามาจากบทสุดท้ายของหนังสือ พระเจ้าและผีห่าซาตาน ความรู้เรื่องผี ที่ไม่น่ากลัวแต่น่าศึกษา เขียนโดย นพพร สุวรรณพานิช พิมพ์โดย openbooks บทสุดท้ายว่าด้วยเรื่อง นรกในอินเดียและความเชื่อในประเทศต่างๆ น่าสนใจดีเลยคัดแบบแปลงเนื้อหาให้อ่านกระชับขึ้นกว่าของต้นฉบับ คำว่า นรก ในความหมายของ hell แปลว่า ที่หลบซ่อน hell ต้องอยู่ใต้พิภพ ปกติใช้ไฟในการลงโทษ นีรย คือสถานที่อันปราศจากความดี
นรกร้อนมี 8 ขุม เมื่อลมพัดผ่าน เหล่าสัตว์นรกที่ตายแล้วก็ฟื้นขี้นมารับกรรม ต้องลงฑัณฑ์ทั้งหมดนาน 500 ปีนรก = 9 ล้านปีมนุษย์ ขุมนี้เรียกว่า สัญชีพ แปลว่า ไม่ตาย แต่ถ้า 1,000 ปีนรก = 26 ล้านปีมนุษย์ และถ้า 2,000 ปีนรก เท่ากับ 145 ล้านปีมนุษย์
สัตว์นรกบางประเภทต้องครำ่ครวญจนสิ้น 4,000 ปีนรกหรือ 567 ล้านปีมนุษย์ เรียกว่า โรอุระ แปลว่า ครำ่ครวญ ส่วนสัตว์นรกที่ต้องอยู่ 8,000 ปีนรก = 2,305 ล้านปีมนุษย์ เรียกว่า มหาโรอุระ สัตว์นรกที่ต้องอยู่ 16,000 ปีนรก เท่ากับ 9,216 ล้านปีมนุษย์ เรียกว่า ตาปนะ แปลว่า ความร้อน ส่วนสัตว์นรกที่ถูกทรมานอยู่ 1 กัลป์เรียก มหาตาปนะ แปลว่า ร้อนอันมหาศาล
ส่วนอเวจีนั้นร้อนที่สุด แปลว่า ไม่หยุดพัก
นรกแต่ละขุมกว้าง ยาว ด้านละ 1,000 โยชน์ หนาอีก 9 โยชน์ ลึกลงไปจากโลกมนุษย์อีก 1,000 โยชน์ แล้วยังมีนรกเย็นอีก 10 ขุมแบ่งเป็นชั้นๆเหมือนนรกร้อน
ส่วน โลกันคนรก อยู่ระหว่างช่องระหว่างจักรวาลสามแห่ง มีช่องว่าง 8,000 โยชน์ ด้านบนเปิดเป็นปล่อง ด้านล่างหนาวเย็นไม่มีแสงสว่าง สำหรับคนที่ตอนเป็นมนุษย์ ฆ่าพ่อ แม่ ฆ่าสมณพราหมณ์ และทำให้พระพุทธเจ้าห้อเลือด
ชาวกรีกเรียก นรกว่า hades แปลว่า ดินแดนที่มองไม่เห็น

หนังสือเล่มนี้สนุกมาก ไม่ได้มีแค่เรื่องนรก แต่รวบรวมเรื่องราวของผี ห่า ซาตาน พระเจ้า ไสยศาสตร์ ความเชื่อต่างๆที่น่าสนใจ ที่เลือกเรื่องนรกนั้นเพราะผมสนใจ ระบบคณิตศาสตร์ การคำนวณและตรรกะระหว่างปีของนรกกับปีของมนุษย์ ไม่รู้ว่าใช้วิธีใดคำนวณ รวมทั้ง สถานที่อย่าง อเวจี ที่เปรียบเทียบให้การฆ่าพ่อแม่มีโทษทัณฑ์เท่ากับการทำให้พระพุทธเจ้าห้อเลือด ตรรกะนี้ก็แปลกมาก เพราะจำได้ว่า พระพุทธเจ้าเคยพูดเอาไว้ว่า พ่อแม่นั้นยิ่งใหญ่และเป็นยิ่งกว่าพระพุทธองค์สำหรับลูก มัน ironic หรือผมจำผิดไปเอง เป็นคำของท่านพุทธทาสหรือเปล่า ... ใครรู้ช่วยบอกทีครับ

Tuesday, December 16, 2008

no country for old woman






ภาพชุดนี้เป็นภาพที่สะเทือนความรู้สึกที่สุดของการมาทริปที่ shanghai จำได้ว่าขอแยกกับแพนและพัสเพราะขี้เกียจเข้าไปเดินช็อป
ที่ที่ไปเป็นห้างขายของถูกประมาณแพลตตินัมผสมกับโบนันซ่า ชั้นล่างเป็นของแบรนด์เนมปลอม ชั้นนึงเป็นของผู้หญิง อีกชั้นเป็นของผู้ชาย และอีกชั้นเป็นของ unisex ผมแยกออกมาถ่ายรูปรอบๆ ย้อนกลับไปทางที่มา เป็นตลาดขายอาหารทะเลสดๆ ถัดไปอีกหน่อยเป็น street food หน้าตาคล้ายๆกับขนมผัดกาดอยู่ในหม้อขนาดเดียวกับหม้อต้มขาหมูบ้านเรา
เดินเลยไปเรื่อยๆ จากซอยนั้น จะเจอประติมากรรมขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางสวนหย่อมริมทางเท้า ผมคิดในใจว่ามันเหมือนเห็ดเข็มทองสีปรอท นั่นไม่สำคัญเท่ากับที่ผมเห็นภาพของป้า ..
แกอายุน่าจะประมาณ 50 ปลายๆ กำลังก้มๆเงยๆอยู่หลังเห็ดเข็มทองปรอทที่ว่า สวมเสื้อเหลืองเดียวกับอูม่า เทอร์แมนใน kill bill กางเกงสีเขียวข้างๆเป็นลุงแก่ๆที่มาด้วย แกยืนถืออะไรบางอย่างคล้ายเชือก ... ใช่แล้ว เชือก ... ไม่ได้ถือ แต่จูงต่างหาก ลุงคนนั้นจูงหญิงแก่คนนั้นมาขี้กลางสวนหย่อมริมทางเท้า เชือกเส้นนั้นน่าจะพันรอบเอวของแก .. นอกจากผม มีคนยืนดูอยู่ 2-3 คน ด้วยความไม่แน่ใจว่า สองคนนั้นกำลังทำอะไรกลางสวนหย่อม ด้วยความอยากรู้-เห็นของเรา
ให้พูดตรงๆคือ ไม่ต่างจากพาหมามาขี้ ผิดแต่เพียง หมาตัวนี้ไม่ใช่หมา แต่เป็นคน เป็นคนเพศเดียวกับแม่ผม .. ทำไมต้องใช้สายจูง ผมคิดต่อมาอีกหลายชั่วโมง เรื่องของแก ภาพสุดท้่ายที่ผมจำแม่นเลยคือ ภาพที่ป้าใช้กระดาษ เป็นกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆ เช็ดตูดอยู่นาน ...
ภาพที่เห็น ไม่ตลกแม้แต่น้อย เกิดอะไรขึ้นกับคนด้วยกัน ทำไม คนถึงทำกับคนเยี่ยงนี้
พยายามคิดต่อเอาเองแบบ optimistic ว่า ลุง- ป้าคู่นี้ คงเป็นคู่รักกันมานาน อาจจะเสียลูกไป ต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน ป้าเกิดเสียสติจนบ้าขนาดที่ต้องคุมตัวไว้ตลอด ไม่งั้นจะหนีหรืออาละวาดทำอันตรายคนอืนตามฟุตบาธ ... แต่ ... ภาพที่เห็นมากับตา จนแล้วจนรอดก็ทำให้ผมย้อนกลับไปที่เดิม .. ป้าคนนี้เป็นคน เป็นคนเพศเดียวกับแม่ผม อะไรใน shanghai ทำให้สองคนนี้ต้องเป็นแบบนี้ .. เอวัง