Wednesday, February 11, 2009

and the whole world has to answer right now... who's bad?






โฮเนะกาว่า ซึเนะโอะ คือตัวละครที่ออกแบบมาได้อย่างสุดยอดที่สุดของ Fujiko F Fujio ตอนเด็กๆที่อ่านโดเรมอน ผมยังไม่รู้สึกอะไรกับซึเนะโอะมากขนาดนี้ ก็แค่รู้สึกว่า ไอ้หมอนี่เป็นเพื่อนที่น่ารังเกียจชมัด แต่พอกลับมาได้อ่านแล้วคิดตามไปเรื่อยๆ กลับรู้สึกว่า ไอ้เด็ก ป. 4 คนนี้ไม่ใช่คน มันไม่ใช่มนุษย์ นี่คือตัวละครที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงตั้งใจให้ออกมาเละได้ขนาดนี้ ซึเนะโอะเรียนห้องเดียวกับโนบิตะ บ้านรวย ขี้อวด ขี้คุย ขี้โม้ หลงตัวเองแน่นอน ปากหวาน หน้าด้าน ไหลไปเรื่อย แถมเข้าหาผู้ใหญ่เก่งชะมัด ดีเข้าตัว ชั่วเข้าโนบิตะ ความฝันคือ อยากเป็นดีไซเนอร์ ... เอาเข้าไป หน้าอย่างงี้ อยากเป็นดีไซเนอร์
Fujiko F Fujio ตั้งใจตั้งชื่อให้ไอ้เด็กคนนี้ว่า ซึเนะโอะ นามสกุลว่า โฮเนะกาว่า ถ้าเป็นคนญี่ปุ่นได้ยินชื่อจะคิดว่า เด็กคนนี้คงยากจนข้นแค้นมากๆ (เดาว่า ชื่อและนามสกุลน่าจะแปลได้ว่า ยากจนแสนเข็ญ) ขนาดโดเรมอนยังพูดถึงซึเนะโอะไว้ว่า เป็นคนที่นิสัยไม่ดีจริงๆ แต่ผมล่ะชอบบทพูดและจังหวะในการเลือกพูดของซึเนะโอะจริงๆ อย่าง ประโยคที่จะขอยืมของวิเศษจากโดเรมอนแล้วไม่ได้ "ฉันนะ หัวก็ดี หน้าก็หล่อ ที่เหลือก็กลุ้มใจ แค่เรื่องเตี้ย ... ไม่มีเลย ไม่ให้ใช่มั๊ยล่ะ คุยว่าในกระเป๋ามีทุกอย่าง ขี้โม้ชัดๆ" หรืออย่างตอนที่เล่นหมากรุกแข่งกะโนบิตะ "อืมม เก่งเกินคาด ทั้งๆที่เป็นโนบิตะ" แล้วพอเล่นชนะแล้วมีคนชมว่า "ซึเนะโอะซังเนี่ย เก่งจังเลย" ก็ดันตอบว่า "ไม่หรอกโนบิตะอ่อนเกินไปตังหาก ไม่ว่าให้ทำอะไร" ฉากทุเรศๆก็มีอีกตอนที่มายืนรอโนบิตะหน้าบ้าน เพื่อรอจะพูดกับโนบิตะที่กำลังป่วยอยู่ว่า "เป็นหวัดงอมเชียวนะ ถ้าอย่างนั้นก็น่าเสียดายจัง เพราะฉันจะไปบ้านพักตากอากาศที่เกาะโยโจฮัน อุตส่าห์ตั้งใจมาชวนนายไปด้วย" หรือไอ้ประโยคประเภท "เสียใจด้วยนะ โนบิตะ เกมนี้เล่นได้แค่ 3 คน" ส่วนข้ออ้างพอตอนประกาศผลสอบ ซึเนะโอะตอบครูว่า ที่จริง.. เพราะว่าแม่ผมไม่สบาย .. กลางคืนก็ไม่ได้นอน เฝ้าพยาบาล จนไม่ได้ดูหนังสือ" ดูความหน้าด้านและวิธีโกหกของซึเนะโอะจะทำให้รู้ว่า ตัวละครตัวนี้โคตรฉลาดและอำมหิต! อำมหิตกับทั้งโนบิตะ โดเรมอนและแม้แต่ไจแอนท์ ! มันไม่ใช่คนจรืงๆ แต่ก็แปลกดี เพราะสุดท้ายพวกโนบิตะก็ยังคบเป็นเพื่อนอยู่ตลอดทั้งเรื่องน่ะแหละ

ตอนสุดท้ายที่เซอร์ไพรส์ผมสุดๆ เพราะลืมไปเกลี้ยงแล้ว จะบอกว่าลืมก็คงไม่ถูกสักทีเดียว เรียกว่าไม่รู้เลยดีกว่า ว่า ซึเนะโอะมีน้องชายแท้ๆ !! ขื่อว่า ซึเนะซึงุ ที่ย้ายไปเป็นลูกบุญธรรมของลุงที่นิวยอร์ค หน้่าตาเหมือนซึเนะโอะ ตัวเล็กกว่า ผมไม่ชี้เท่า แถมพูดภาษาอังกฤษเป็นไฟซะด้วย โชคดีที่น้องชายของซึเนะโอะไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เลวสุดๆแบบพี่ชาย ...

Tuesday, February 10, 2009

Miracle Drug?







Thailand Business Week ฉบับล่าสุด (กุมภาพันธ์ 2552) มีบทความที่ทำผมต้องสะดุดอย่างแรงเรื่อง "ยาเสริมสร้างความฉลาดกำลังจะบูม" บทความของ Ellen Gibson ผมไม่แน่ใจว่าบทความต้นฉบับภาษาอังกฤษจะใช้คำว่าอะไร แต่ที่แปลมาเลือกใช้คำว่า "ยาเสริมสร้างความฉลาด" และ subhead ก็ต่อด้วยคำว่า "ยาเสริมการรับรู้" ผู้เขียนเกริ่นนำด้วย เรื่องของบัณฑิตจบใหม่ที่มีนัดสัมภาษณ์งานครั้งสำคัญ นอกจากการเลือกชุดที่เหมาะที่สุดแล้ว ยาเสริมความจำและการทำงานของสมองที่เข้ากับสถานการณ์ถือเป็นสิ่งจำเป็๋นอีกอย่าง Adderall ช่วยให้สมาธิดีขึ้น หรือ Provigil เพื่อกระตุ้นความตื่นตัว หรือ ยาต้านเบต้า เพื่อช่วยลดความตื่นเต้น

ในอเมริกา นักศึกษามหาวิทยาลัยที่ใช้ยาที่ต้องมีใบสั่งแพทย์เป็นตัวช่วยระหว่างเรียนและพอเข้าสู้ตลาดแรงงาน มืออาชีพที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากแอบใช้ยาพวกนี้ ส่วนกลุ่ม baby boomer เห็นว่าการใช้ยา "บำรุงสมอง" เพื่อยับยั้งโรคความจำเสื่อมชั่วคราว ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ผู้เขียนยกงานเขียนของ Henry T. Greely ศาสตราจารย์จาก Stanford Law School ที่เขียนเอาไว้ว่า ถึงเวลาแล้วที่คนเราจะสามารถเอาชนะความตื่นกลัว "ผู้ใหญ่ที่มีความพร้อมด้านจิตใจน่าจะสามารถพัฒนาการรับรู้ด้วยการใช้ยา"

ว่ากันว่า ยาเสริมการรับรู้ที่ชื่อ Adderall XR เป็นยาที่พัฒนามาจากยารักษาโรคสมาธิสั้น ช่วงท้ายบทความชิ้นนี้ยังเขียนเอาไว้อีกว่า ในบางสถานการณ์ มันเป็นเรื่องที่ยอมรับได้อย่างเต็มที่สำหรับผู้บริหารที่จะสนับสนุนพนักงานในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยการใช้ยา ... ผมอ่านบทความนี้ด้วยความสนใจใคร่รู้ถึงยาวิเศษตัวนี้ -ยาเสริมการรับรู้ - ยาลดความตื่นเต้น - ยาเสริมสร้างความฉลาด - ยาเสริมความจำ มันคืออะไรกันแน่ .. แล้วก็ได้รับคำตอบจาก Wiki

Adderall is a brand-name pharmaceutical psychostimulant composed of mixed amphetamine salts, which is thought to work by increasing the amount of norepinephrine and dopamine in the brain.[1] It is available in two formulations: immediate release and extended release (XR). The immediate release formulation is indicated for use in Attention Deficit Hyperactivity Disorder (ADHD) and narcolepsy,[2] while the XR formulation is only approved for use in ADHD.[1]

Shire Pharmaceuticals introduced the Adderall brand in 1996 in the form of a multi-dose, instant-release tablet derived from an original formula of the weight management drug Obetrol. In 2006, Shire agreed to sell rights to the Adderall name for this instant-release medication to Duramed Pharmaceuticals[3] and this instant-release medication has since become available in a generic formulation of "mixed amphetamine salts"[4]. The active ingredients of Adderall XR include a combination of dextroamphetamine and racemic DL-amphetamine salts.[4] In 2001, Shire Pharmaceuticals introduced an extended-release preparation of these ingredients in a variety of dosages under the brand name "Adderall XR", on which Shire retains exclusive patent rights until the patent expires, expected in 2018.[5]

นี่แค่ตัวอย่างเล็กๆน้อยๆ ของยาที่ว่า แค่ Adderall ตัวเดียวเท่านั้น ถ้าอยากรู้มากกว่านี้ลอง search จาก google กันเอาเอง แล้วจะให้ยอมรับสิ่งที่บทความนี้เขียนถึงได้อย่างไร - เปล่า - ผมไม่ได้ไม่ยอมรับ ข้อเท็จจริงที่นำเสนอใน business week แม้แต่น้อย แต่ข้อเขียนนี้ละเลยสิ่งที่ควรรับผิดชอบกับสังคมหรือเปล่า ทำไมเนื่้อหาหลายย่อหน้า หรือการยกคำพูดของใครหลายๆคนถึงดูเหมือนว่า นี่คือ การสนับสนุนให้เรา-ท่าน ยอมรับความเป็นจริงที่คนรุ่นใหม่ๆต่างต้องพึ่งพาการใช้ยา -- นี่ไม่ใช่ ยาวิเศษ ไม่เข้าใจว่าผู้เขียนและผู้แปลทำไมถึงจงใจที่จะสร้างสรรค์คำเรียกให้ดูสวยหรู -ยาเสริมการรับรู้ - ยาลดความตื่นเต้น - ยาเสริมสร้างความฉลาด - ยาเสริมความจำ นี่คือ ยาบ้า ยาไอซ์ และสารกระตุ้นดีๆนี่เอง เพียงแต่ว่ามันมีแบรนด์และซื้อหากันได้ตามใบสั้งแพทย์และทางอินเตอร์เน็ต ขอแสดงความยินดีที่ต่อไปเราจะมีตัวช่วยทุกๆอย่างๆแม้แต่ตัวช่วยสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง - ผมไม่เห็นว่ามันจะต่างจากการดมโค้ก - เคี้ยวใบกระท่อม = เสพยาบ้า ตรงไหน ถ้าอยากเสพยา เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ กรุณาอย่า เอาคำว่า เสริมสร้างความฉลาดและการรับรู้มาอ้างกันเลย

Thursday, February 5, 2009

Don't Let Me be Misunderstood.




อันเนื่องมาจากบทความที่ลงในมติชนรายวัน ฉบับเมื่อวันที่ 3 กุมภา 2552 หน้า 7 ใน section กระแสทรรศน์ (หน้าขวา) ปกติแล้วถ้าเป็นข้อเขียนที่พิมพ์อยู่หน้าขวามักจะถูกผมปฎิเสธอย่างไม่ไยดี ไม่มีเหตุผลพิเศษอะไรทั้งนั้น แค่รู้สึกว่าพื้นที่ในหน้าขวา (หน้า 7) จะถูกจัดสรรให้ขาจรมากกว่าขาประจำ แต่หน้า 7 ของเล่มนี้กลับลากให้ผมต้องอ่านบทความนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ

บทความนี้ชื่อ จะริ่งค่งม จะรญชึน เจินรพอน เขียนโดย พิศศรี กมลเวชช ข้างใต้ชื่อตนเขียนพิมพ์กำกับไว้ด้วยชื่อสถาบันที่สังกัด - มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ -
ผมคงต้องยอมซูฮกให้กับ วิธีเรียกความสนใจของผู้เขียน ที่ทำได้ประสบความสำเร็จแบบไร้ข้อกังขา ด้วยการตั้งชื่อเรื่องแบบนี้ แน่นอนว่าเป็นใครก็คงต้องสงสัยและอยากรู้แน่ๆว่า ไอ้ชุดคำที่เรียงกัน 3 บรรทัดนี่ คืออะไรกันแน่ แน่ใจหรือว่าเป็น ภาษาไทย เพราะครั้งแรกที่ผมเห็นชื่อบทความชิ้นนี้ ผมก็ไม่สามารถอ่านออกเสียงได้่แล้วตั้งแต่บรรทัดแรก

แต่ที่น่าสนและดูเหมือนจะติดกับผู้เขียนเข้าจังเบ้อเร่อ ก็คือย่อหน้าแรกของบทความนี้แหละ ย่อหน้าที่ช่วยให้ปริศนทุกอย่่างไขกระจ่างจนได้ ผู้เขียนเรื่มเรื่องด้วย ... ถ้าท่านพบคำเหล่านี้ " จะริ่งค่งม จะรญชึน เจินรพอน จะรงพ๊อง จันร่นพ่น ... " แล้วผู้เขียนบอกท่านว่า ทั้งหมดนี้เป็นการเขียนตามคำบอกคำเดียวกัน และเป็นคำไทยที่ท่านรู้จักดี ไม่ใช่ภาษาเขมรแน่นอน " ท่านอาจจะคิดว่าผู้เขียนล้อเล่น นอกจากไม่ได้ล้อเล่นแล้ว ถ้าบอกว่าคนเขียนคำแปลกๆเหล่านี้เป็นนักเรียนที่อยู่ถึงระดับมัธยมศึกษาโดยจบจากชั้นประถมปีที่ 6 จากหลายโรงเรียน และต่างก็เรียนภาษาไทยมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 ปี แล้วเขียนคำว่า "เจรืญพร" ได่อย่างที่เห็น ซึ่งผู้เขียนเสนอเพียง 4-5 แบบ

เชื่อไหมว่า เฉพาะคำนี้เมื่อให้่นักเรียนกลุ่มนี้ประมาณ 30 คนเขียน มีถึง 34 แบบ ผิดเกินจำนวนคนเขียน เพราะบางคนเมื่อให้เขียน 2 ครั้งก็เขียนผิดมา 2 แบบ สำหรับคำว่า "เจริญพร" ที่เขียนมาสารพัดแบบนั้น เหลือเค้าให้สังเกตได้ก็มีเพียงขึ้นต้นด้วยตัว จ หรือที่ใกล้เคียงคำเดิมมากกว่านั้น ก็ตรงมีเสียง จะ นำหน้า

แล้วผู้เขียนก็เน้นย้ำในบรรทัดต่อมาว่า ... ทำให้เห็นได้ชัดว่า นักเรียนพยายามอย่างหนักที่จะเรียกความจำขึ้นมาใช้ โดยไม่มีหลักการผสมคำ การสะกดคำเข้าไปช่วย ฉะนั้น เด็กที่ออกเสียงได้ จึงไม่ใช่ อ่านได้่ แค่ จำเสียงของรูปเขียนได้ เท่านั้น (ยืนยัน! เพราะแม้จบขั้นปริญญาแล้วก็ยังมีอาการนี้อยู่ไม่น้อย)

ผมไม่สามารถเชื่อในสิ่งที่ พิศศรี กมลเวชช เขียนในย่อหน้าที่แล้วได้ทั้งหมด ที่บอกว่า นักเรียนพยายามอย่างหนักที่จะเรียกความจำขึ้นมาใช้ โดยไม่มีหลักการผสมคำ การสะกดคำเข้าไปช่วยนั้น ไม่อยู่ในกรณีที่จะสามารถรับได้ว่า เด็กคนที่ได้ยินคำว่า เจริญพรและเขียนออกมาเป็นคำว่า จะริ่งค่งม นั้นใช้ข้อมูลความจำจากไหน ? นี่ไม่ใช่คำหรือรูปแบบคำที่จะยอมรับได้ว่า เด็กคนนี้ได้พยายามอย่างหนักในการเรียกความจำ ความจำของอะไร ? ความจำว่าคำๆนี้น่าจะเขียนออกมาเป็นเช่นนี้หรือ ? ที่ผมสงสัยมากกว่าก็คือ การเลือกใส่ วรรณยุกต์ เข้าไปในคำๆนี้มากกว่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใด แต่ผมคิดว่า เด็กคนนี้ไม่ได้ใช้ความพยายามในการเรียกข้อมูลที่เคยจำได้ว่าตัวนี้หน้าตาเป็นเช่นไร เขียนหรือสะกดอย่างไร แต่เป็นการมั่วแบบโคตรมั่วมากกว่า ในสถานการณ์ที่ตอบไม่ได้ในการทดสอบ หนทางรอดเอาดาบหน้าก็คือ รู้แล้วล่ะว่า เจริญพร ต้องมีตัว จ แน่ๆ ส่วนที่เหลือตอบไม่ได้จริงๆก็ยัดมันลงไปให้เด็มที่ที่สุด ยิ่งเขียนมากเปอร์๋เซ็นต์ที่อาจจะถูกก็๋จะมีมากขึ้นตามไปด้วย นั่นเลยพอจะอนุมานเอาได้ว่าทำไมถึงเลือกใส่วรรณยุกต์เข้าไปด้วย

ผู้เขียนยังบรรยายต่อไปว่า ไม่ว่าคำนั้นจะสั้นๆแค่พยางค์เดียวหรือหลายพยางค์ก็ยังเกิดอาการเดียวกัน อย่างดีที่สุดที่เรียกความจำได้คือเรียกได้ครบ ชนิดครบแต่ตัว เช่นคำว่า บาตร ก็เขียนมาเป็น ตรบา ใยบัว เป็น ใยวับ กล้าหาญ เป็น ก้าลหาญ รางวัล เป็น ลางวัร อาหาร เป็น อาหรา เป็นต้น
ผู้เขียนกล่าวถึงกระบวนการสอน การใช้ภาษา ที่ไม่สร้างภาระการจำให้เกิดกับเด็กจนเกินกำลัง ผู้เขียนกล่าวถึงวิธีการเรียน-การสอนในปัจจุบันที่มักจะนิยมให้เด็กอ่านคำ มากกว่า การสอนแบบแจกลูก ไล่ทุกเสียง ผลปรากฎก็คือ เด็กจะอ่านได้เฉพาะคำที่เคยเห็นและจำได้ และจะเรียกว่าเด็กพวกนี้อ่านได้ก็ไม่ถูกซะทีเดียวนัก น่าจะเรียกว่า จำได้ มากกว่า อ่านได้

จริงๆแล้วในบทความชิ้นนี้ ผู้เขียนยังพูดเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างธรรมชาติและลักษณะของภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ แนะนำว่าครูที่จะสอนไม่ควรใช้วิธีการสอนที่เหมือนๆกันสอนระหว่างภาษาไทยกับอังกฤษ ถึงแม้ช่วงเริ่มต้นจะโอเคอยู่บ้างถ้าสอนการพูด - การฟัง และจะไม่เข้าท่าเลยถ้าใช้วิธีการสอนอ่าน - เขียนด้วยวิธีการแบบสอนเป็นคำ

ผมไม่มีความรู้เรื่องการเรียน-การสอนภาษาไทยหรือแม้แต่การเรียน -การสอนภาษาอังกฤษ อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะสอนฟัง สอนพูด สอนอ่าน หรือว่าสอนเขียน จะให้เอามาพูดเป็นฉากๆ แบบที่ พิศศรี ยกขึ้นมาเขียนสนับสนุนเนื้อหาในบทความก็คงไม่ไหว และนั่นเลยเป็นเหตุผลที่ผมจะจบข้อเขียนของผมไว้ตรงนี้จะดีกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
คำเตือน - หากอ่านบทความนี้ไม่รู้เรื่อง ไม่ว่าใครเป็นคนเขียน คุณสามารถสอบถาม / และหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทั้งจากผมและจากหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับ วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2552

Wednesday, February 4, 2009

dead man talking






เอามาจากด้านหลังของสมุดเล่มเดิม ดูเหมือนว่าช่วงนั้นจะหมกมุ่นแต่กับเรื่องความตาย แม้แต่คำพูดของ andy warhol ที่จดไว้ก็หนีไม่พ้น ...
warhol เคยพูดเอาไว้ได้น่าสนใจไม่น้อยเกี่ยวกับ ความตาย เพียงแต่แค่สงสัยว่า ตอนที่พูดยังมีชีวิตอยู่ ยังพูดให้ดูเท่ได้ แต่พอเวลาที่ต้องตายจริงๆแล้ว อยากรู้เหมือนกันว่า จะระลึกได้หรือเปล่า ว่าตอนยังไม่ตาย เคยพูดเอาไว้ว่ายังไง และตอนที่ต้องตายจริงๆจะคิดได้อย่างที่พูดหรือเปล่า ไม่มีใครรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ทำให้นึกถึง dialogue หนึ่งของหนังเรื่อง kairo ที่ว่า "ความตายคือ ความโดดเดี่ยวชั่วนิรันดร์ ความตายคือ ความเงียบเหงาชั่วนิรันดร์" ...

I never understand why when you died, you didn't just vanish, and everything could just keep going the way it was only you just wouldn't be there. I always thought I'd like my own tombstone to be blank. No epitaph, and no name well, actually, I'd like to say "figment".

อ่านจนจบแล้ว รู้สึก ironic กันบ้างไหม มีใครเคยเห็นหลุมศพและป้ายหน้าหลุมศพของ andy warhol กันบ้าง อยากรู้ว่าจะมีหลุมศพไม่ติดป้ายหน้าหลุมไปทำไมถ้าคิดว่า ตายแล้วก็แค่ vanish ต้องไม่มีแม้แต่หลุมศพเลยไม่ใช่หรือ ไม่ใช่แค่ไม่มีชื่อสลักไว้ที่ป้ายหน้าหลุม

dead man walking








หยิบสมุด sketch ที่ด้านหน้าเซ็นเอาไว้ว่า เริ่มใช้เมื่อปี 2005 แถมมี brochure หนัง always ยังอยู่เหมือนเดิม ช่วงหน้าแรกๆที่เปิดๆดู​คือ ตอนคิดงาน stone ตอนกลางๆมี ladder lounge ในงานสถาปนิก ช่วงท้ายๆเป็นเล่ม skin แต่หน้าหลังนี่น่าสนใจกว่ามาก พยายามจะนึกให้ออกให้ได้ ว่าทำไมถึงมีแต่ข้อเขียนที่เกี่ยวพันกับความตาย

ย่อหน้าต่อๆไปอ่านแล้วคงรู้สึกหดหู่สำหรับคนที่ไม่ชินกับความตาย ถ้ารู้สึกไม่ค่อยดี ก็อย่าอ่านเลยก็แล้วกัน ผมแค่อยากระลึกถึงข้อเขียนด้านหลังสมุดเล่มนี้ไว้ ระลึกว่า เวลานั้น เขียนขึ้นด้วยความรู้สึกแบบไหน

050106
ความตายอยู่กับเราเสมอ เวลาที่คนใกล้ตาย ความจำอะไรจะโดดออกมาในช่วงเวลาสุดท้าย พ่อกับแม่ ครอบครัวหรือคนรัก

150206
ผมชอบเสียงพระสวดที่นี่ การสวดพระอภิธรรมศพ คือการสวดเพื่อคนที่อยู่ คนที่มาฟัง ไม่ค่อยได้อะไร ภาษาบาลีนอกจากเพราะแล้ว ผมแปลไม่ออกจริงๆ
- เพราะว่าบุญย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกเบื้องหน้า
- วันและคืน ล่วงไป ล่วงไป คนทั้งหลายหาความตายด้วยกันทุกคน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งคน .... และคนชรา ทั้งคนมั่งมีและคนเข็ญใจ ล้วนมีความตายอยู่ต่อหน้าด้วยกันทุกคน
- คนเป็นจำนวนมาก บางคนเห็นหน้ากันอยู่เมื่อตอนเช้า ครั้นตกเย็นตายเสียแล้วไม่เห็นกัน บางคนเห็นหน้าเมื่อตอนเย็น ครั้นรุ่งเช้าตายเสียแล้ว ไม่เห็นกัน
- สัตว์ทั้งหลายล้วนตายมาด้วยกัน เพราะว่าชีวิตมีความตายเป็นที่สุด สัตว์ทั้งหลายจะเป็นผู้รับผลแห่งบุญและบาปไปตามกรรมที่ตนทำไว้ ผู้เจริญทั้งหลาย ร่างกายของเรานี้ มืได้มีแก่นสารมั่นคง คือไม่ปรากฎนานเท่านาน อุปมาดังสายฟ้าที่แลบออกมาแล้วหายไปกับท้องฟ้า

ตัวหนาคือที่ผมเขียนขึ้นมาใหม่ ไม่ได้อยู่ในบันทึก - คิดว่าน่าจะเป็นบทสวดที่ผมเขียนตามที่พระสวด พอลองนึกดูแล้ว มีไม่กี่วัดที่สวดเป็นภาษาบาลีและภาษาไทยเป็นคำแปล - วัดเทพศิรินทร์ -

150306
ศาลา 7 วัดธาตุทอง
- ผมกลับมาที่นี่อีกครั้ง สถานีเอกมัย ลงมาแล้วเดินไปทางซ้าย มองลงไปเป็นเวิ้งที่เงียบเหงา แดดตอนเย็นแบบนี้ ชัดเจนเหลือเกินว่าชีวิตมันก็เท่านี้ ผ่านมา 1 เดือน ศพเพิ่มขึ้นมาอีก 2 ศพ นำ้ตาไม่ช่วยอะไร นอกจาก ...
- ผมไม่เคยเห็นพ่อร้องไห้ในงานศพแม้แต่ครั้งเดียว วันนี้ ตอนนี้ ที่นี่ แผ่นหลังของพ่อ ผมมองเห็น เสื้อกล้ามที่อยู่ใต้เสื้อเชิ้ตขาวตัวนั้น แผ่นหลังเดิม นำ้ตาของพ่อ ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นเป็นของจริง นอกจากเรื่องของผมแล้ว นี่เป็นอีกเรื่องที่พ่อเผยความบอบบางออกมา
- ความจริงที่ผมเลือกที่จะลืมไปนานแล้วก็คือ ปู่ภาพเป็นคนเลี้ยงพ่อผมตั้งแต่เล็ก ปู่ภาพเป็นน้องชายของย่า ที่เป็นแม่ของพ่อที่เสียไปตั้งแต่พ่อไม่ถึง 2 ขวบ
- สิ่งที่ผมเกลียดคือกลิ่นดอกไม้อบอวลในศาลา เหมือนผู้หญิงฉีดนำ้หอมไร้รสนิยมและความพอดี แต่ตอนนี้สิ่งที่เกลียดยิ่งกว่าคือ ภาพติดตา
- ฉากกั้นสีนำ้เงินออกไปแล้ว โลงถูกยกวางบนที่ของมัน คนตายจะมีนำ้หนักเพิ่มแค่ไหนไม่รู้ ทำไมถึงยอมรับกับความตายไม่ได้ มนุษย์ไม่ชาชินกับความพลัดพราก ทุกอย่างไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของเราแม้แต่เราเอง
- ถ้าอยากเห็นสิ่งที่ไม่ตาย ก็จงเห็นความเกิดและความตายเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงของสังขาร ... พุทธทาสภิกขุ ...
- แค่การเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นก๊าซ

- เลือกเกิดมาแล้ว ก็มีแต่จะต้องตาย เมื่อมีชีวิตอยู่ ก็ต้องเผชิญกับทุกข์ภัยต่างๆ ชีวิตความเป็นอยู่ กับทั้งสมบัติมากมายประดามี เป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ ไม่แน่นอน
- ความตายที่ใกล้เข้ามาเสมอ ทุกๆระยะลมหายใจเข้าออก จึงควรที่จะรวบรวมกุศลธรรมที่ได้ไว้ในใจ กุศล อกุศล ที่บุคคลทำไว้เท่านั้น ย่อมติดตามไปด้วย เหมือนเงาติดตามตัวไปฉันนั้น

แค่พิมพ์ตามที่เขียนไว้ ยังรู้สึกหดหู่ขนาดนี้ ตอนนั้นผมจะรู้สึกขนาดไหน สมองเลือกที่จะ delete memory ความรู้สึกช่วงนั้นทิ้งไปแน่ๆ แต่ที่เขียนไว้ด้านหลังสมุดเล่มนั้นยังอยู่ ...

Tuesday, January 27, 2009

thai people are alright ?





เราไม่ได้ไปจัตุจักรกันนานหลายปี สภาพหลายอย่างเปลี่ยนไปจนทำเอาเดินหลง พอเริ่มเปลี่ยนจากโซนเฟอร์นิเจอร์เป็นโซนเสื้อผ้าและระดมซื้อของกันหนักข้อมากขึ้น ทำให้ได้ข้อสังเกตบางอย่างที่รู้สึกว่า ไม่ใครก็ใครล่ะที่ดูงี่เง่า เราสองคนพกถุงผ้า-ขอโทษ-ไม่ใช่ถุงผ้าหรอก จริงๆมันทำจากพลาสติก หลังจากเดินซื้อของแต่ละร้านและปฎิเสธถุงพลาสติกจากคนขายแต่ละร้าน ให้แม่ค้าใส่ของลงในถุงที่เราถือมาด้วยทุกร้าน ถ้าร้านไหนคนขายเหมือนเป็นเด็กที่ถูกจ้างมาเฝ้าร้าน ก็จะไม่พูดอะไร แต่ถ้าร้านไหนที่ดูเหมือนเจ้าของร้านเป็นคนขายเองแล้วล่ะก็ เราจะได้ยินคำพูดประเภทนี้ แทบจะทุกครั้งที่ปฎิเสธถุงพลาสติก สายตาที่มองเหมือนพวกเราเป็นตัวประหลาดพร้อมคำพูดประมาณ -พวกนี้เค๊าช่วยโลกร้อน- -ช่วยโลกร้อนซะด้วย--ไม่เอาถุงด้วย ช่วยโลกร้อนนะเนี่ย--
นี่คือความงี่เง่าอะไร ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า การไม่ขอรับถุงที่ดูเหมือนเป็นธรรมเนียมที่ทุกร้านต้องไว้ใส่ของแล้วยื่นให้ลูกค้า มันเกี่ยวอะไรกับแค่โลกร้อน พวกเราแค่ไม่อยากเปลืองถุงของพวกคุณ ไม่รู้ว่าจะเอามาทำไมเยอะแยะ ที่แปลกใจคือ ที่พูดออกมามีแต่เจ้าของร้านที่ดูเหมือนจะรู้จักเรื่องของโลกร้อนอยู่บ้าง เลิกมองด้วยสายตาประหลาด เรารู้ว่า หลายคนหิ้วถุงผ้าที่ข้างในใส่ถุงพลาสติกที่ใส่ของที่ซื้อมาเยอะแยะในนั้น ประเทศไทยน่าจะเก็บเงินค่าถุงได้แล้ว ประเทศนี้อุดมสมบูรณ์จนคนมันสบายเกินไปนะ

Tuesday, January 13, 2009

Fantastic Plastic Machine ++ Livin' On a Prayer











เพราะหัวกระแทกตอนเดินข้างถนนที่เชียงใหม่ทำเอาปวดฟัน ตอนแรกปวดฟันบนด้านซ้าย แต่พอมากลับมากรุงเทพฯ มันดันปวดฟันล่างด้านซ้ายแฮะ อาการชักจะแปลกๆ และมันทำให้ผมได้พบกับประสบการณ์ใหม่ที่โคตรจะตื่นเต้น ที่ศูนย์ทันตกรรมของโรงพยาบาลกรุงเทพ ตึกที่อยู่ติดถนนเพชรบุรี ปากซอยศูนย์วิจัย .. ที่นี่ทำให้ผมคิดว่าตัวเองหลงอยู่ในฉากหนังไซไฟจริงๆ
หาหมอฟันครั้งสุดท้ายน่าจะสัก 4-5 ปีที่แล้ว
แต่แค่ 4-5 ปี มันไม่น่าจะเปลี่ยนไปได้่มากขนาดนี้ พอเข้าไปห้องที่หมอฟันนัดตรวจก็ยังรู้สึกเฉยๆ แต่พอตรวจไปตรวจมา ฟันผมชักมีปัญหากว่าที่คิด ฟันบิ่น เหงือกร่น ฟันบนบิ่นอย่างเห็นได้ชัด หมอสรุปว่า ผมแปรงฟันแรงเกินไป ที่สำคัญมันถูกต้องแบบเถียงไม่ได้เลยจริงๆ ส่วนซี่ที่ปวดด้านซ้าย เริ่มวิเคราะห็ยากขึ้น เพราะมันปวดแบบอยู่ๆก็ปวด เลยส่งผมไปห้อง x-ray
และที่ห้องนี้แหละ ที่ทำผมต้องตะลึงกับไอ้เครื่องจักรหน้าตาเหมือนเครื่องกลในอนาคตยังไงยังงั้นเลย การ x-ray ช่องปากตอนแรกก็ปกติดี ไม่ได้รู้สึกต่างจากตอน x-ray ปอด แต่พอมา x-ray แบบ zoom ที่ฟันกรามนั้นแหละที่ทำเอางง ก็พี่แกเล่นเอาท่อเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 cm มาทาบกับแก้มผม แค่นั้นเอง พอทาบ 2 ข้างเสร็จ ผู้ช่วยหมอก็บอกให้ผมเดินกลับไปที่ห้อง
และที่ห้องหมอนี่แหละที่ทำเอาอึ้งเข้าไปอีก ตรงเตียงคนไข้ที่ผมนอนมีจอ LCD ประมาณ 21 นิ้วอยู่ และหน้าจอก็เป็นรูป x-ray ภายในปากผมเอง ส่วนหมอก็อยู่ที่หน้าจอของหมอแล้วก็ใช้ เคอร์เซอร์ค่อยๆชี้ให้ผมดูว่าฟันผมเป็นยังไงบ้าง โดยไม่ต้องใช้ฟิลม์และไม่ต้องใช้คนเดินเอามาให้ ทุกอย่างผ่านระบบแลนด์ และถ้าอยากได้ film x-ray ก็มีบริการ print เป็นภาพขาว-ดำให้เอากลับไปดูเล่นหรือเป็นที่ระลึกได้ตามสบาย เฉิบ เฉิบ
มันไม่หนุกอยู่ก็ตรงที่เคสของผมนั้น อาจจะสรุปได้ว่า ฟันร้าว จากการนอนกัดกราม .. เลยได้ข้อสรุปว่า ผมต้อง ไปจัดการเอาส่วนที่อุดออกก่อนเพิื่อดูว่าฟันร้าวจริงมั๊ย ถ้าร้าวจริงก็ต้องอุดและครอบ ตามด้วยถอนฟันคุด ขูดหินปูนและ ทำฟันยางสำหรับนอนตอนกลางคืนไม่ให้กัดฟัน ... แล้วหมอก็จัดแจงสอนวิธีแปรงฟันให้ใหม่หมด ควรใช้แปรงขนนุ่ม และใช้ไหมขัดฟัน่ทุกครั้ง อันนี้ไม่ไหวจริงๆ ใช้ไหมขัดฟันทุกครั้งที่แปรงฟัน ... สรุปหนูๆทั้งหลายควรไปหาหมอฟันทุกๆ 6 เดือน และอย่ากลัวหมอเลยนะ เพราะสมัยนี้แล้ว เหมือนอยู่ในยานอวกาศมากกว่าน่า!

ไม่เช่นนั้นท่าน อาจเป็นเช่นนี้ เผชิญกับการผ่าฟันคุดในเวลาที่ไม่พร้อมลุยเหมือนสมัยวัยรุ่น!

มีนัดผ่าฟันคุดกับหมอสมเกียรติ หมอฟันสามัญประจำบ้าน เคยผ่าฟันคุดกับแกมาแล้วเมื่อ 4 -5 ปีที่แล้ว จำได้้ว่าหมอแกมือเบา ผ่าไม่เจ็บ ก็มันฉีดยาชาจะไปเจ็บได้ยังไง ที่สำคัญมันลืมความรู้สึกนั้นไปหมดแล้ว ความรู้สึกตอนยาชาหมด ความรู้สึกที่ต้องกัดก้อนสำลี ชุ่มเลือด โชกไปด้วยเลือดและนำ้ลายเหนียวๆ แถมต้องกลืนเลือดลงคอไปเรื่อยๆอีก แล้วผมก็ตระหนักได้ทันทีหลังจากหมอเอาผ้าคลุมสำหรับผ่าตัดมาปิดหน้าผมไว้ กันของเหลวกระเด็นจากปากมาโดนเสื้อผ้า เสียงเบาๆ ประมาณ " welcome to the ... real world " เวลาเกิดเสียงที่มันดังจากการที่หมอกำลังใช้เครื่องจักรกลบางอย่างกับภายในช่องปาก โดยที่่เราไม่รู้สึก (เพราะชา) แต่เสียงมันสะท้อนไปมา ก้องอยู่ในรูหู มันทำให้จินตนาการของผมเตลิดไปไกลสุดขอบนรก คลินิกทันตแพทย์ อรุณากูร เช้านั้น ถ้าใครผ่านไปได้ยินเสียงเครื่องมือพวกนั้น ช่วยชะโงกหน้าแล้วจำมาบอกกันหน่อยเถิดว่า ... ช่องปากของผมโดนชำเราอะไรไปบ้าง