Friday, March 13, 2009

Fallen Angel







เพราะต้องมารักษารากฟันที่ฟิวเจอร์พาร์ค บางแค เป็นประจำทุกอาทิตย์ เลยได้เจอกับ ANGEL นิตยสารแฟชั่นที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันเคยมีอยู่ในโลกนี้ด้วย เลยค่อยๆ หยิบมาพลิกๆ ดู ไล่ไปตั้งแต่ปกหน้าจนถึงหน้าสุดท้าย เลยทำให้รู้ "รสนิยม" ในการทำหนังสือของยุคสมัยนั้น
ANGEL ฉบับที่ 10 เอ่อ โทษที ต้องเขียนตามอย่างที่พิมพ์ดีกว่า ... ข้างใต้หัว ANGEL เขียนฉบับที่และราคาเอาไว้ว่า No.10 SEPTEMBER 1994 45 Baht ต่อด้วยชื่อเมืองเป็นภาษาอังกฤษดังนี้ Bangkok Sukhothai Had Yai Ubon Lobburi Rayong Nakornsrithammarat เกิดคำถามแล้วใช่ไหม? ตอนที่เห็นแวบแรกเลยคือ ทำไมถึงต้องเป็นชื่อจังหวัดพวกนี้ด้วย ทำไมต่อจาก บางกอก ถึงเป็น สุโขทัย หาดใหญ่ (นี่ไม่ใช่จังหวัดแต่เป็นอำเภอ) อุบล (ใช้ตัวย่ออย่างงี้เลย) ต่อด้วย ลพบุรี (ทำไมวะ) ระยอง และ นครศรีธรรมราช ... เดาว่า อยากใส่ชือเมืองโปรยลงไปให้ละม้ายนิตยสารหัวนอกทั้งหลายที่ใส่พวก London Paris Milan New York Tokyo แล้วก็ดูไม่เคอะเขิน แต่นี่ ... นอกจากการเลือกที่จะใส่ลงไปแล้ว ทำไมถึงต้องเป็นจังหวัดพวกนี้หว่า ? สมัยนั้น ( ปี 1994 หรือกว่า 15 ปีมาแล้ว ) วงการแฟชั่น คนฮิปๆ เค๊านิยมไป หาดใหญ่ ลพบุรี สุโขทัย หรือระยอง กันใช่หรือไม่ ... ผมไม่ทราบจริงๆ พอเห็นหัวหนังสือและหน้ามอสที่ลงปกแล้ว ทำให้อยากรู้เหลือเกินว่า ใครคือทีมงานผู้ผลิต ANGEL ตามไปดูกัน...
เปิดไปที่หน้าเครดิต หรือที่เขาเรียกว่าหน้าเปิดใจ ก็พบกับ slogan ของนิตยสารเล่มนี้จนได้ ANGEL นิตยสารมีชีวิต ... ผมสาบานได้ว่าข้อความทั้งหมดนี้ไม่ได้แต่งเติมใดๆทั้งสิ้น คราวนี้แหละยิ่งอยากรู้หนักเข้าไปอีกว่าใครเป็นคนทำ มองหาเครดิตจนพบว่า (เขาใช้คำดังต่อไปนี้ - โปรดอ่าน) พี่เลี้ยงด้านบริหารและผู้พิมพ์ผู้โฆษณา - พี่แอ คำรณ ปราโมช ณ อยุธยา คือ ทุกตำแหน่งจะขึ้นต้นด้วยคำว่า พี่เลี้ยง เสมอ (คล้่ายๆกับหน้าเครดิตของ a day บางเล่ม) อีกคนที่จดมา คือ พี่เลี้ยงด้านทำหล่อทำสวย (ไม่แน่ใจจริงๆว่ามันคือหน้าที่อะไรในกองบรรณาธิการ) โค้ชทีมโดย พี่ใหญ่ อมาตย์ นิมิตภาคย์ จนมาถึงบรรทัดท้ายๆของเครดิตก็มีเขียนเอาไว้ว่า เป็นน้องแท้ๆของนิตยสาร IMAGE ห่างกัน 5 ปีกับ 11 เดือน

ตรงหน้าเปิดใจ ก็คงคล้ายๆกับหน้า บรรณาธิการ เขียนทักทายผู้อ่านทั่วๆไป แต่หน้านี้เป็นบันทึกของยุคสมัยก็ตรงประโยคนี้ "ถ้าขี้เกียจเขียนจดหมายหาเรา ก็โทรหากันได้ที่เบอร์ ... (ยังไม่มี 02 นำหน้า) ไฮเทคหน่อยก็ขอเชิญหมุน 162 ฝากข้อความหมายเลข 134422..." ใช่ครับ นี่คือช่องทางติดต่อกันสมัยนั้น สมัยที่ยังไม่รู้จักโลกของ worldwideweb ข้อสังเกตคือการเลือกใช้ ฮัทชิสัน อาจจะดูแล้วมีระดับกว่าเจ้าอื่นที่ดาษๆอย่่าง packlink (1144) phonelink (152) หรือว่า easycall (1500) นี่อาจเป็นการบ่งบอกรสนิยมของแฟชั่นกูรูสมัยนั้นก็เป็นได้

เห็น ANGEL เล่มบางๆแต่พลิกไปดูหน้าสุดท้ายทำเอางงไปเลยที่นิตยสารเล่มนี้หนาตั้ง 200 หน้า! ตัวเลขหน้าเขียนกำกับเอาไว้ว่า "ส่วนที่" หมายความว่า หน้าแรกก็จะเป็น "ส่วนที่ 1" ไล่ไปจนหน้าสุดท้ายคือ ส่วนที่ 200 ANGEL ไม่ได้พิมพ์ 4 สีทั้งเล่ม แต่เป็นกระดาษอาร์ตที่พิมพ์ 4 สีสลับกับกระดาษปอนด์ที่พิมพ์สีเดียว เปิดไปแต่ละหน้าพร้อมความรู้สึกที่บีบคั้นมากมาย ลองดูภาพตามไปแล้วคงเข้าใจ

นายแบบ set หนึ่งคือ ฟลุ๊ค เกริกพล สมัยตอนอายุ 16 ปี ฟลุ๊คให้สัมภาษณ์ด้วยว่า ถ่ายแบบครั้งแรกลงนิตยสาร อานนท์ เล่มที่ เจ มณฑล จิรา ขึ้นปก (ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกว่า อานนท์คือนิตยสารของพจน์ อานนท์ หลังจากแยกตัวออกมาจาก เธอกับฉัน) ภาพแฟชั่นในเล่มส่วนมากคืองานของ อมาตย์ นิมิตภาคย์ ผมพอจะยอมรับได้ว่า สมัยนั้นยังไม่มี photoshop การจัดแสงถ่ายแฟชั่นคงต้องใช้ความสามารถและทักษะชั้นสูงอยู๋มากทีเดียว แต่ถ้าให้พูดตามตรงก็คือ แฟชั่นเซ็ตที่อมาตย์ถ่ายออกมาหน้าตาเหมือน ภาพในหนังสือโป๊ไทยสมัยก่อนจริงๆ มี set นึงชื่อว่า girl & boy ก็จับเอานายแบบ นางแบบ หลายๆคนมาถ่ายรวมกัน มี เรย์ แมคโดนัล แอนท์ ธรัญญา และ เบิร์ด (Byrd) พิทยา ณ ระนอง ในหน้าเครดิตนายแบบ-นางแบบบอกไว้ว่า พิทยาอายุมากสุดในเซ็ตนี้ -ตอนที่ถ่่ายเขาอายุ 24-
พลิกต่อไปเรื่อยๆ เจอกับคอลัมน์ NEW ANGEL หนุ่มหน้าใส วัยละอ่อน นายแบบหน้าใหม่สุดๆที่เป็น NEW ANGEL เล่มนี้คือ เจสัน ยัง!! แถมด้วยหน้าที่ว่าด้วยเรื่องเสื้อผ้าของดารา ก็เลือกสัมภาษณ์การแต่งตัวของ Raptor !! จอนนี่ แอนด์ หลุยส์ !! หน้าดวงใช้ชื่อประมาณว่า ดาราดูดารา เป็นการจับเอาดารามาแฉเรื่องดวงชะตาราศรี เล่มนี้คือ ดวงชะตาของ วีนัส มีวรรณ์ !! พอถึงหน้า MUSIC CHART ก็มีทั้ง chart เพลงไทยและเพลงฝรั่ง ของไทยเป็นอัลบั้มส่วนของฝรั่งเป็น single ณ เวลานั้นอัลบั้มอันดับ 1 คืออัลบั้ม ทีของเสือ ของ เสือ ธนพล ส่วนอันดับ 6 คืออัลบั้มนี้ครับ ยังไงก็ไม่เรียบ ของยู่ยี่ ลืมไปเลยว่า ยู่ยี่เคยออกเทป เพลงฝรั้งก็อย่างของ TakeThat หรือ Love is All Around ของ wet wet wet

นอกจากเนื้อหาที่เล่าให้ฟังแล้ว โฆษณา ที่ลงใน ANGEL ก็ถือเป็นไฮไลท์ที่สนุกมากมาย Ad ของอะไรก็ไม่รู้ เอาลูกเกด เมทินี ตอนที่ยังดูอ้วนๆอยู่มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ Ad ของ KA Cream หรือแม้แต่ Ad ของ A&W ก็ตลกเกินคาด ที่ประทับใจสุดๆก็คือ Ad ที่ลงปกหลังใน เป็น "รูปถ่าย"ของหนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังโอ้โลมกันอยู่ มี Head Copy เขียนไว้ว่า ยับยั้ง... ชั่งใจ รักกันไม่เห็นผิด แต่ถ้าคิดจะเกินเลยไป ชั่งใจไว้ก่อน... เรารักวัฒนธรรมไทย ต่อด้วยคำบรรยายด้านล่างว่า ปี 2537 ปีรณรงค์วัฒนธรรมของไทย ด้วยความปรารถนาดีจาก สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

นี่คือยุคสมัยหนึ่งของ style magazine ไทย ตัวโปรยบนปกที่เล่นมันทั้งไทยและอังกฤษ (ใช้ helvetica Regular เคาะ space เยอะๆ และใส่ stroke เข้าไปด้วย ส่วนภาษาไทยลืมดู) เสื้อผ้า หน้า ผมและสไตล์ลิ่ง เอ่อ ลืมบอกไปว่า ตั้งแต่ครั้งกระโน้น เค๊าก็ใช้ชื่อช่างภาพตีคู่ไปกับชื่อสไตลลิสต์เหมือนสมัยนี้แหละ การพยายามเล่นกับคำด้วยมุขและกิมมิคแบบนี้ น่าจะเป็นเทรนด์หนึ่งของยุคสมัยนั้น ยุคที่ยังไม่มีเครื่องทุ่นแรงใดๆทั้งสิ้น การแต่งภาพอาจจะใช้วิธีการแต่งฟิลม์เลยด้วยซำ้ หน้าโฆษณาที่ไม่ได้มีปริมาณมหาศาลเหมือนอย่างทุกวันนี้ การรู็จักประหยัดงบด้วยการเลือกพิมพ์ 4 สีเป็นยกๆไป ที่เลือกมาพูดถึงไม่ได้จะเอาตลกโปกฮาหรือเหยียดหยามรสนิยมคนทำใดๆทั้งสิ้น แค่อยากบันทึกเอาไว้หน่อยว่า ครั้งหนึ่ง คำรน และ อมาตย์ เคยทำนิตยสารมีชีวิตเล่มนี้ที่ชื่อว่่า ANGEL (ราคา 45 บาทขาดตัวครับ)

Wednesday, March 4, 2009

Hello stranger, are you the "friend"?







Naoki Urasawa เคยให้สัมภาษณ์ถึงไอเดียที่เขียน 20th Century Boys ขึ้นมาว่า มันมาจากตอนที่เขาไปงานเลี้ยงกับเพื่อนสมัยชั้นประถมของตัวเอง ตลอดทั้งงานเขาเกิดความรู้สึกประมาณว่า หมอนั่นใครวะ นั่นใช่เพื่อนที่เคยเรียนสมัยประถมด้วยกันจริงเหรอเนี่ย หลายคนไม่เหลือเค้าสมัยเด็กเมื่อเวลาที่ชีวิตเดินทางมาถึงวัยกลางคน ความรู้สึกนี้เลยกลายเป็นที่มาของเรื่องราวใน 20th Century Boys สมาชิกขบวนการเคนจิ บันทึกคำทำนาย วิกฤติชีวิตวัยกลางคน แล้วก็... หมอนั่น ... คนที่เราไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่า "เพื่อน"

พวกผมหยิบหนังสือรุ่นของตัวเองมาดูกันไม่รู้ต่อกี่รอบ ส่วนมากก็เปิดดูหน้า profile เดี่ยวๆของแต่ละคน รูปห้องก็ดูๆอยู่บ้างว่าตัวเองอยู่ตรงไหนของรูป ตั้งแต่เรียนจบมาจนถึงเมือวันก่อน รวมๆแล้วประมาณ 13 ปีได้ อยู่ๆผมก็ชี้ไปที่แถวหน้าของภาพถ่ายห้องตัวเอง ห้อง 64 เฮ้ย... ไอ้นี่ใครวะ ? ถามเพื่อนที่ดูอยู่ด้วยก็เจอคำตอบที่กลายเป็นคำถามเดียวกันว่า นี่ใครวะ ไอ้คนที่นั่งอยู่หน้าสุด ดูจากท่านั่งแล้ว เป็นคนสูง นั่งชันเข่าแขนซ้ายพาดอยู่กับเข่าซ้าย ผิวดำแดง ทรงผมแบบที่ชอบไว้ให้พองสุดเท่าที่จะทำได้ นั่งอยู่ตรงกลางระหว่าง อัครพล เค้าอุท้ย ( เลขประจำตัว 21842) กับ สว่างพงศ์ ลุมพิกานนท์ (เลขประจำตัว 21905) ด้านหลังมี พงศธร หอมศิริกมล (เลขประจำตัว 21727) ปิยบุตร หล่อไกรเลิศ (21809) และสุพจน์ เจนกิจงาม (21658)

ทำไมในสมองของผมและเพื่อนที่นั่งดูอยู่ด้วยกันถึงไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเพื่อนคนนี้แม้แต่เศษเสี้ยว พยายามนั่งนึก-คิดแบบวิทยาศาสตร์ที่สุด ถ้าไม่เคยเรียนห้องเดียวกันแล้วทำไมถึงมานั่งถ่ายได้เนียนขนาดนี้ ลองนับคนในห้องจากหน้าโปรไฟล์ภาพเดี่ยวนับได้ 52 คน ภาพหมู่ที่ถ่ายครงสนามบอลมัธยมนับรวมได้ 51 คน ไม่รวมอาจารย์โกสุม สรุปแล้ว... นี่มันใครวะ ? เพื่อน ? เด็กเข้าใหม่ ? เด็กเข้าใหม่ตอน ม.4 ม. 5 น่ะ เรื่องปกติ แต่ถ้าเด็กเข้าใหม่ตอน ม.6 นึกยังไงก็นึกไม่ออก

มีใครรู้จักเด็กนักเรียนที่ใส่ชุดนักเรียนกรุงเทพคริสเตียน แล้วมาถ่ายภาพหมู่รวมคนในห้อง 64 สำหรับหนังสือรุ่นของศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนรุ่น 143 คนนี้บ้าง พวกผมไม่มีใครรู้จักเขาจริงๆ

Thursday, February 26, 2009

Psychological thriller -Unbreakable-








เพราะตอนเด็กๆเคยดูละครหลังข่าวช่อง 7 เรื่อง คนเหนือดวง ที่พระเอกคือ บิณฑ์ บันลือฤิทธิ๋ (ขอโทษถ้าสะกดชื่อและนามสกุลผิด) เนื้อเรื่องพูดถึงผู้ชายคนหนึ่งที่สามารถหยั่งรู้อนาคตได้ ประมาณว่าเป็นนักทำนาย แต่ไม่ใช่หมอดูแบบพวกคอนเฟิร์ม ฟันธง หรือ โหรนู่นโน่นนี่นั่น เป็นแค่คนที่สามารถหยั่งรู้เรื่องสำคัญๆอย่างเรื่อง เลขท้ายหวยงวดนี้จะออกเบอร์อะไร หรือการลงทุนในกิจการแบบไหนจะรุ่งเรืองต่อตัวเอง เคยสงสัยพวกหมอดูบ้างไหม ว่าทำไมไม่รู้จักดูดวงตัวเองให้แน่ใจว่ามันดีพอซะก่อนที่จะไปทำนายดวงชะตาคนอื่น หรือว่า จริงๆแล้วมันมีกฎหรือเงื่อนไขการใช้ของมันอยู่ อย่างเช่น ไม่สามารถดูดวงตัวเองได้ อันนี้ทำให้นึกไปถึงพลังอย่างสแตนด์ของโจสุเกะที่ไม่สามารถใช้ Crazy Diamond รักษาตัวเองได้ หรือเงื่อนไขการใช้เน็นของลูกสาวบอสใน Hunter x Hunter ที่มีเน็นสายพิเศษสามารถทำนายอนาคตคนอื่นออกมาเป็นโคลงกลอน แต่ไม่สามารถทำนายชะตาชีวิตของตัวเองได้ วกกลับมาที่เนื่อเรื่องของละครคนเหนือดวง ความสนุกมันอยู่ที่ผ่านไปเกินครึ่งเรื่อง ความสามารถของพระเอกก็หมดลง จำไม่ได้ว่าทำไมอยู่ๆถึงทำนายอนาคตอีกไม่ได้ นึกว่าชีวิตจะล้มเหลว แต่สุดท้ายก็ใช้ความสามารถของตัวเองนี่แหละผลักดันตัวเองให้อยู่รอดต่อไปในสังคมได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาความสามารถทำนายดวงอีกต่อไป มีคำพูดกินใจจากปากพระเอกบ่อยๆว่า ชีวิตเราเรากำหนดดวงได้เอง ต้่องเป็นคนที่อยู่เหนือดวงให้ได้!!! คนความรู้น้อยอย่างผมเลยพอสรุปเอาจากละครเรื่องนั้นได้ว่า ชีวิตเราเรากำหนดเองได้นี่หว่า ไม่เห็นต้องพึ่งพาการทำนายดวงชะตา ราศีสักหน่อย แล้วตั้งแต่ตอนนั้นเลยทำให้ผมรู้ตัวเองเลยว่า เป็นคนไม่ได้สนใจเรื่องดวงชะตาใดๆ เลย

แต่กลับเป็นว่า ตั้งแต่ปีใหม่ปีนี้มีเรื่องโถมเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัวอยู่ได้ ตอนแรกก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมาก แต่พอบ่อยเข้าชักเริ่มรู้สึกตะหงิด ที่ว่ามาก็คือเรื่องเจ็บตัวและเสียเงินโดยไม่ค่อยจะสมเหตุสมผลซะเท่าไหร่ วันจันทร์เพิ่งไปทำฟันมาอีกครั้ง หาหมอฟันรอบที่ 6 หรือ 7 ภายในเวลา 2 เดือน เสียเงินค่าหมอและอุปกรณ์รอบล่าสุดไปประมาณ 7 พัน ต่อด้วยคิวรักษาต่อไปคือ รักษารากฟัน ที่ซี่ที่ร้่าวแล้วไปอุดมาเกิดอาการเป็นหนองที่ปลายรากฟันข้างซ้าย

เมื่อวาน ... ที่ habitat มี sale ปิดกิจการ พาแม่และตัวเองไปเลือกซื้อของหลายอย่าง แล้วก็เอาเข้าจนได้ เกิดมาผมไม่เคยมีประวัติว่าเคยไปทำข้าวของเสียหายในร้านค้าจนต้องจ่ายเงินชดใช้มาก่อน แต่คราวนี้ถือเป็นอะไรดี คราวซวย ความโง่หรือประมาท ผมเลือกซื้อกรอบรูปไม้ขนาดประมาณ 20 x 30 cm แล้วเกิดเปลี่ยนใจอยากหาชิ้นที่เนื้อไม้มันเนียนๆกว่าอันอื่น เลือกไปเลือกมาก็พลันไปโดนกรอบขนาดใหญ่สุด (ประมาณ A1) แตะนิดเดียวมันก็ค่อยๆโน้มลงตามแรงโน้่มถ่วงโลก เชื่อไหมว่า ผมเห็นเป็นภาพสโลว์โมชั่นชัดเจน แล้วก็ตามด้วยเสียงกระจกแตก ต่อด้วยสายตาอีกหลายคู่ที่พุ่งมาไม่ที่ผมก็ที่กรอบรูปที่แตก ต่อด้วยพนักงานประจำร้านชุดดำที่สเต็ปเท้าเข้ามาอย่างเร็วพร้อมคำพูดประมาณว่า เชิญทางนี้ค่ะ ... ใช่ครับ จริงๆก็มารยาทดีแล้วล่ะ ผมแปลความหมายในหัวได้ว่า เชิญมาจ่ายเงินทางนี้ค่ะและอย่าเสือกเดินหนีไปไหนนะคะ

เยี่ยม ... ได้กรอบรูปไซส์ใหญ่สุดที่มีเศษกระจกแตกยังคงอยู่ในห่อพลาสติก ต้่องขนเอาไปขึ้นรถเองและขนลงจากรถเอง สุดท้ายก็นิ้วนางข้างขวาก็เจอเศษกระจกปักเข้าไปอีก ตอนที่ผมพิมพ์อยู่นี่ก็ไม่ค่อยจะถนัดเลย เพราะระแวงเจ็บ

แวบแรกที่ผมเห็นกรอบรูปค่อยๆล้มลงพร้อมเสียงกระจกแตก ภาพฉากไคลแมกซ์พร้อมเสียงในฟิลม์ของหนังเรื่อง Unbreakable ก็แวบเข้ามาในหัวเฉยเลย ถ้าเคยดูหนังเรื่องนี้ไม่น่าจะลืมฉากที่ Mr. Glass (Samuel L. Jackson) ค่อยๆกลิ้งล้มตกบันไดลงไปทีละขั้นทีละขั้น พร้อมเสียงกระดูกแตกละเอียดแบบเสียงกระจกแตกนั่นแหละ ไม่รู้ทำไมแต่ผมชอบ Unbreakable มากกว่า Six Sense หลายช่วงตัว หนังเรื่องที่สองของ M. Night Shyamalan เรื่องนี้ถือเป็นหนัง Superhero ที่มีวิธีเล่าเรื่องแบบหน้าด้านๆ เฉยเลย ถึงแม้ Bruce Willis จะเป็นพระเอกง่อยๆที่ค่อยๆค้นพบว่าจริงๆแล้วตัวเองเกิดมาเป็น Superhero ในโลกชีวิตจริงก็ตาม แต่เสน่ห์ของทั้งเรื่องกลับไปตกอยู่กับ Samuel L. Jackson ในบทของ Elijah Price ชายที่เกิดมาพร้อมกับโรคประจำตัวสุดพิลึกพิสดารอย่าง Osteogenesis Imperfecta หรือก็คืออาการที่กระดูกทั่วทั้งร่างล้วนเปราะและแตกได้ง่ายดายสุดๆ ตั้งแต่เด็กเลยถูกเพือนล้อและตั้งชื่อให้ใหม่เสร็จสรรพว่า Mr. Glass เพราะอาการทางกายและสภาพหน้าตาแบบนั้นทำให้กลายเป็นคนเก็บตัว เข้ากับคนอื่นก็ลำบาก วันๆต้องนอนแต่ที่โรงพยาบาล ยังดีที่ยังวาดรูปได้ เขาวาดทุกอย่างที่อ่านมาจาก Comics จนกลายเป็นกิจวัตร

ไม่รู้ว่าอินหนักกับโลกของ Comics ชนิดถอนตัวไม่ขึ้นหรือเปล่่า ไม่ค่อยแน่ใจ แต่ทฤษฎีของมิสเตอร์กลาสก็น่าสนใจเอามากๆ เขาเชื่อว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ตัวเองรู้สึกว่าจิตอ่อนแอพร้อมจะแตกกระจุยมากที่สุด ช่วงเวลาเดียวกันนั้นมันอาจจะมีอีกคน ใครสักคนก็ไม่รู้ล่ะที่กลับเข้มแข็งและแข็งแกร่งมากขึ้น มากขึ้นอยู่แน่ๆ อย่าเพิ่งแปลกใจถ้ารู้สึกว่า มิสเตอร์กลาส มีวิธีคิดแบบนี้ นี่คือเสน่ห์ที่ทำให้หลายคนต่างยกให้หนังเรื่องนี้เป็นหนัง Superhero จากโลก Comics ที่สุดแสนพิลึกพิสดารแบบที่ผู้กำกับไม่ได้สนเลยมั๊งว่าตัวเองเพิ่งดังสุดๆมาจาก เด็กชายที่เห็นคนตายตลอดเวลา

ผมนึกถึง Mr. Glass ใน Unbreakable ก่อนแล้วค่อยนึกถึง บิณฑ์ บันลือฤทธิ์ ในเรื่อง คนเหนือดวง แล้วค่อยกลับมานึกถึงความเขลาของตัวเอง ไม่ควรใช้คำว่า ซวย แม้แต่น้อยสำหรับที่เจอมาวันนี้

Tuesday, February 24, 2009

There's no other way than to say good-bye



ถ้าจำไม่ผิด ต้องไม่ใช่ตอนอยู่ปี 1 แน่ๆที่เพื่อนผมคนนั้นไปโผล่หน้าอยู่ในแค็ตตาล็อก habitat thailand สมัยนั้น ถ้าพ่อแม่ไม่รวยและตัวลูกไม่ได้บ้าแบรนด์ขนาดนั้น คงไม่มีเด็กมหาวิทยาลัยคนไหนเป็นเจ้าของเฟอร์นิเจอร์ habitat ทั้งห้อง ตอนปิดเทอมใหญ่ปีหนึ่งที่ไปลอนดอนกับที่คณะ เข้าไป habitat ก็ไม่ได้รู้สึกว่า ราคาจะแพงเหมือนตอนที่มาเปิดที่ดิสคัฟเวอรี่ใหม่ๆ
ผมยังจำได้ว่า habitat เคยแจกของรางวัลเป็นกรอบรูป ลงเป็น flipper ใน art4d (ถ้้าจำไม่ผิด) ตอนนั้นไปโกยมาได้หลายชิ้นเลยล่ะ ตอนที่ทำงานที่ art4d ใหม่ๆ ตอนนั้น british council + habitat + art4d จัด exhibition ที่ชื่อ Sphere ลากเอา Tom Dixon มาเมืองไทย ตอนนั้น Tom เป็น design director ให้ habitat งานนั้นเป็นงานกราฟิกชิ้นแรกที่ผมทำให้กับ british council
ผ่านไปสักพัก พอเห็นราคาของ habitat กลับไม่ได้รู้สึกว่าแพงอะไรมาก โดยเฉพาะพวก item ชิ้นเล็กๆ ไม่รู้ว่าเพราะทำงานหาเงินได้เองแล้ว หรือว่าเรื่มเข้าใจว่าราคาสินค้าที่รวมค่าลิขสิทธิ์ ค่าการตลาดและค่านู่นค่านี่ มันก็ไม่ได้แพงเกินความเป็นจริงสักเท่าไหร่
ตอนหลังๆที่เพื่อนสนิทคนหนึ่งทำงานที่ CHM และคอย update ข้อมูลคอลเลคชั่นใหม่ ทั้งของ Herman Miller และ habitat อย่างเสมอต้นเสมอปลาย น่าประหลาดที่มี Sale หลายต่อหลายหน ผมแทบไม่เคยมีโอกาสได้ซื้อสักที เพราะไปทีไรของที่อยากได้ก็หมดอีกแล้ว
คราวนี้ คงเป็นโอกาสสุดท้าย ที่จะได้หาซื้อของ habitat ในกรุงเทพฯ ผมคงไม่บ้าขนาดถ่อไปซื้อถึงลอนดอนแน่นอน แต่แค่คิดว่าต่อไปจะไม่มี habitat อีกแล้วก็รู้สึกพูดอะไรไม่ออกเหมือนกัน ...

Wednesday, February 11, 2009

and the whole world has to answer right now... who's bad?






โฮเนะกาว่า ซึเนะโอะ คือตัวละครที่ออกแบบมาได้อย่างสุดยอดที่สุดของ Fujiko F Fujio ตอนเด็กๆที่อ่านโดเรมอน ผมยังไม่รู้สึกอะไรกับซึเนะโอะมากขนาดนี้ ก็แค่รู้สึกว่า ไอ้หมอนี่เป็นเพื่อนที่น่ารังเกียจชมัด แต่พอกลับมาได้อ่านแล้วคิดตามไปเรื่อยๆ กลับรู้สึกว่า ไอ้เด็ก ป. 4 คนนี้ไม่ใช่คน มันไม่ใช่มนุษย์ นี่คือตัวละครที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงตั้งใจให้ออกมาเละได้ขนาดนี้ ซึเนะโอะเรียนห้องเดียวกับโนบิตะ บ้านรวย ขี้อวด ขี้คุย ขี้โม้ หลงตัวเองแน่นอน ปากหวาน หน้าด้าน ไหลไปเรื่อย แถมเข้าหาผู้ใหญ่เก่งชะมัด ดีเข้าตัว ชั่วเข้าโนบิตะ ความฝันคือ อยากเป็นดีไซเนอร์ ... เอาเข้าไป หน้าอย่างงี้ อยากเป็นดีไซเนอร์
Fujiko F Fujio ตั้งใจตั้งชื่อให้ไอ้เด็กคนนี้ว่า ซึเนะโอะ นามสกุลว่า โฮเนะกาว่า ถ้าเป็นคนญี่ปุ่นได้ยินชื่อจะคิดว่า เด็กคนนี้คงยากจนข้นแค้นมากๆ (เดาว่า ชื่อและนามสกุลน่าจะแปลได้ว่า ยากจนแสนเข็ญ) ขนาดโดเรมอนยังพูดถึงซึเนะโอะไว้ว่า เป็นคนที่นิสัยไม่ดีจริงๆ แต่ผมล่ะชอบบทพูดและจังหวะในการเลือกพูดของซึเนะโอะจริงๆ อย่าง ประโยคที่จะขอยืมของวิเศษจากโดเรมอนแล้วไม่ได้ "ฉันนะ หัวก็ดี หน้าก็หล่อ ที่เหลือก็กลุ้มใจ แค่เรื่องเตี้ย ... ไม่มีเลย ไม่ให้ใช่มั๊ยล่ะ คุยว่าในกระเป๋ามีทุกอย่าง ขี้โม้ชัดๆ" หรืออย่างตอนที่เล่นหมากรุกแข่งกะโนบิตะ "อืมม เก่งเกินคาด ทั้งๆที่เป็นโนบิตะ" แล้วพอเล่นชนะแล้วมีคนชมว่า "ซึเนะโอะซังเนี่ย เก่งจังเลย" ก็ดันตอบว่า "ไม่หรอกโนบิตะอ่อนเกินไปตังหาก ไม่ว่าให้ทำอะไร" ฉากทุเรศๆก็มีอีกตอนที่มายืนรอโนบิตะหน้าบ้าน เพื่อรอจะพูดกับโนบิตะที่กำลังป่วยอยู่ว่า "เป็นหวัดงอมเชียวนะ ถ้าอย่างนั้นก็น่าเสียดายจัง เพราะฉันจะไปบ้านพักตากอากาศที่เกาะโยโจฮัน อุตส่าห์ตั้งใจมาชวนนายไปด้วย" หรือไอ้ประโยคประเภท "เสียใจด้วยนะ โนบิตะ เกมนี้เล่นได้แค่ 3 คน" ส่วนข้ออ้างพอตอนประกาศผลสอบ ซึเนะโอะตอบครูว่า ที่จริง.. เพราะว่าแม่ผมไม่สบาย .. กลางคืนก็ไม่ได้นอน เฝ้าพยาบาล จนไม่ได้ดูหนังสือ" ดูความหน้าด้านและวิธีโกหกของซึเนะโอะจะทำให้รู้ว่า ตัวละครตัวนี้โคตรฉลาดและอำมหิต! อำมหิตกับทั้งโนบิตะ โดเรมอนและแม้แต่ไจแอนท์ ! มันไม่ใช่คนจรืงๆ แต่ก็แปลกดี เพราะสุดท้ายพวกโนบิตะก็ยังคบเป็นเพื่อนอยู่ตลอดทั้งเรื่องน่ะแหละ

ตอนสุดท้ายที่เซอร์ไพรส์ผมสุดๆ เพราะลืมไปเกลี้ยงแล้ว จะบอกว่าลืมก็คงไม่ถูกสักทีเดียว เรียกว่าไม่รู้เลยดีกว่า ว่า ซึเนะโอะมีน้องชายแท้ๆ !! ขื่อว่า ซึเนะซึงุ ที่ย้ายไปเป็นลูกบุญธรรมของลุงที่นิวยอร์ค หน้่าตาเหมือนซึเนะโอะ ตัวเล็กกว่า ผมไม่ชี้เท่า แถมพูดภาษาอังกฤษเป็นไฟซะด้วย โชคดีที่น้องชายของซึเนะโอะไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เลวสุดๆแบบพี่ชาย ...

Tuesday, February 10, 2009

Miracle Drug?







Thailand Business Week ฉบับล่าสุด (กุมภาพันธ์ 2552) มีบทความที่ทำผมต้องสะดุดอย่างแรงเรื่อง "ยาเสริมสร้างความฉลาดกำลังจะบูม" บทความของ Ellen Gibson ผมไม่แน่ใจว่าบทความต้นฉบับภาษาอังกฤษจะใช้คำว่าอะไร แต่ที่แปลมาเลือกใช้คำว่า "ยาเสริมสร้างความฉลาด" และ subhead ก็ต่อด้วยคำว่า "ยาเสริมการรับรู้" ผู้เขียนเกริ่นนำด้วย เรื่องของบัณฑิตจบใหม่ที่มีนัดสัมภาษณ์งานครั้งสำคัญ นอกจากการเลือกชุดที่เหมาะที่สุดแล้ว ยาเสริมความจำและการทำงานของสมองที่เข้ากับสถานการณ์ถือเป็นสิ่งจำเป็๋นอีกอย่าง Adderall ช่วยให้สมาธิดีขึ้น หรือ Provigil เพื่อกระตุ้นความตื่นตัว หรือ ยาต้านเบต้า เพื่อช่วยลดความตื่นเต้น

ในอเมริกา นักศึกษามหาวิทยาลัยที่ใช้ยาที่ต้องมีใบสั่งแพทย์เป็นตัวช่วยระหว่างเรียนและพอเข้าสู้ตลาดแรงงาน มืออาชีพที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากแอบใช้ยาพวกนี้ ส่วนกลุ่ม baby boomer เห็นว่าการใช้ยา "บำรุงสมอง" เพื่อยับยั้งโรคความจำเสื่อมชั่วคราว ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ผู้เขียนยกงานเขียนของ Henry T. Greely ศาสตราจารย์จาก Stanford Law School ที่เขียนเอาไว้ว่า ถึงเวลาแล้วที่คนเราจะสามารถเอาชนะความตื่นกลัว "ผู้ใหญ่ที่มีความพร้อมด้านจิตใจน่าจะสามารถพัฒนาการรับรู้ด้วยการใช้ยา"

ว่ากันว่า ยาเสริมการรับรู้ที่ชื่อ Adderall XR เป็นยาที่พัฒนามาจากยารักษาโรคสมาธิสั้น ช่วงท้ายบทความชิ้นนี้ยังเขียนเอาไว้อีกว่า ในบางสถานการณ์ มันเป็นเรื่องที่ยอมรับได้อย่างเต็มที่สำหรับผู้บริหารที่จะสนับสนุนพนักงานในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยการใช้ยา ... ผมอ่านบทความนี้ด้วยความสนใจใคร่รู้ถึงยาวิเศษตัวนี้ -ยาเสริมการรับรู้ - ยาลดความตื่นเต้น - ยาเสริมสร้างความฉลาด - ยาเสริมความจำ มันคืออะไรกันแน่ .. แล้วก็ได้รับคำตอบจาก Wiki

Adderall is a brand-name pharmaceutical psychostimulant composed of mixed amphetamine salts, which is thought to work by increasing the amount of norepinephrine and dopamine in the brain.[1] It is available in two formulations: immediate release and extended release (XR). The immediate release formulation is indicated for use in Attention Deficit Hyperactivity Disorder (ADHD) and narcolepsy,[2] while the XR formulation is only approved for use in ADHD.[1]

Shire Pharmaceuticals introduced the Adderall brand in 1996 in the form of a multi-dose, instant-release tablet derived from an original formula of the weight management drug Obetrol. In 2006, Shire agreed to sell rights to the Adderall name for this instant-release medication to Duramed Pharmaceuticals[3] and this instant-release medication has since become available in a generic formulation of "mixed amphetamine salts"[4]. The active ingredients of Adderall XR include a combination of dextroamphetamine and racemic DL-amphetamine salts.[4] In 2001, Shire Pharmaceuticals introduced an extended-release preparation of these ingredients in a variety of dosages under the brand name "Adderall XR", on which Shire retains exclusive patent rights until the patent expires, expected in 2018.[5]

นี่แค่ตัวอย่างเล็กๆน้อยๆ ของยาที่ว่า แค่ Adderall ตัวเดียวเท่านั้น ถ้าอยากรู้มากกว่านี้ลอง search จาก google กันเอาเอง แล้วจะให้ยอมรับสิ่งที่บทความนี้เขียนถึงได้อย่างไร - เปล่า - ผมไม่ได้ไม่ยอมรับ ข้อเท็จจริงที่นำเสนอใน business week แม้แต่น้อย แต่ข้อเขียนนี้ละเลยสิ่งที่ควรรับผิดชอบกับสังคมหรือเปล่า ทำไมเนื่้อหาหลายย่อหน้า หรือการยกคำพูดของใครหลายๆคนถึงดูเหมือนว่า นี่คือ การสนับสนุนให้เรา-ท่าน ยอมรับความเป็นจริงที่คนรุ่นใหม่ๆต่างต้องพึ่งพาการใช้ยา -- นี่ไม่ใช่ ยาวิเศษ ไม่เข้าใจว่าผู้เขียนและผู้แปลทำไมถึงจงใจที่จะสร้างสรรค์คำเรียกให้ดูสวยหรู -ยาเสริมการรับรู้ - ยาลดความตื่นเต้น - ยาเสริมสร้างความฉลาด - ยาเสริมความจำ นี่คือ ยาบ้า ยาไอซ์ และสารกระตุ้นดีๆนี่เอง เพียงแต่ว่ามันมีแบรนด์และซื้อหากันได้ตามใบสั้งแพทย์และทางอินเตอร์เน็ต ขอแสดงความยินดีที่ต่อไปเราจะมีตัวช่วยทุกๆอย่างๆแม้แต่ตัวช่วยสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง - ผมไม่เห็นว่ามันจะต่างจากการดมโค้ก - เคี้ยวใบกระท่อม = เสพยาบ้า ตรงไหน ถ้าอยากเสพยา เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ กรุณาอย่า เอาคำว่า เสริมสร้างความฉลาดและการรับรู้มาอ้างกันเลย

Thursday, February 5, 2009

Don't Let Me be Misunderstood.




อันเนื่องมาจากบทความที่ลงในมติชนรายวัน ฉบับเมื่อวันที่ 3 กุมภา 2552 หน้า 7 ใน section กระแสทรรศน์ (หน้าขวา) ปกติแล้วถ้าเป็นข้อเขียนที่พิมพ์อยู่หน้าขวามักจะถูกผมปฎิเสธอย่างไม่ไยดี ไม่มีเหตุผลพิเศษอะไรทั้งนั้น แค่รู้สึกว่าพื้นที่ในหน้าขวา (หน้า 7) จะถูกจัดสรรให้ขาจรมากกว่าขาประจำ แต่หน้า 7 ของเล่มนี้กลับลากให้ผมต้องอ่านบทความนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ

บทความนี้ชื่อ จะริ่งค่งม จะรญชึน เจินรพอน เขียนโดย พิศศรี กมลเวชช ข้างใต้ชื่อตนเขียนพิมพ์กำกับไว้ด้วยชื่อสถาบันที่สังกัด - มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ -
ผมคงต้องยอมซูฮกให้กับ วิธีเรียกความสนใจของผู้เขียน ที่ทำได้ประสบความสำเร็จแบบไร้ข้อกังขา ด้วยการตั้งชื่อเรื่องแบบนี้ แน่นอนว่าเป็นใครก็คงต้องสงสัยและอยากรู้แน่ๆว่า ไอ้ชุดคำที่เรียงกัน 3 บรรทัดนี่ คืออะไรกันแน่ แน่ใจหรือว่าเป็น ภาษาไทย เพราะครั้งแรกที่ผมเห็นชื่อบทความชิ้นนี้ ผมก็ไม่สามารถอ่านออกเสียงได้่แล้วตั้งแต่บรรทัดแรก

แต่ที่น่าสนและดูเหมือนจะติดกับผู้เขียนเข้าจังเบ้อเร่อ ก็คือย่อหน้าแรกของบทความนี้แหละ ย่อหน้าที่ช่วยให้ปริศนทุกอย่่างไขกระจ่างจนได้ ผู้เขียนเรื่มเรื่องด้วย ... ถ้าท่านพบคำเหล่านี้ " จะริ่งค่งม จะรญชึน เจินรพอน จะรงพ๊อง จันร่นพ่น ... " แล้วผู้เขียนบอกท่านว่า ทั้งหมดนี้เป็นการเขียนตามคำบอกคำเดียวกัน และเป็นคำไทยที่ท่านรู้จักดี ไม่ใช่ภาษาเขมรแน่นอน " ท่านอาจจะคิดว่าผู้เขียนล้อเล่น นอกจากไม่ได้ล้อเล่นแล้ว ถ้าบอกว่าคนเขียนคำแปลกๆเหล่านี้เป็นนักเรียนที่อยู่ถึงระดับมัธยมศึกษาโดยจบจากชั้นประถมปีที่ 6 จากหลายโรงเรียน และต่างก็เรียนภาษาไทยมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 ปี แล้วเขียนคำว่า "เจรืญพร" ได่อย่างที่เห็น ซึ่งผู้เขียนเสนอเพียง 4-5 แบบ

เชื่อไหมว่า เฉพาะคำนี้เมื่อให้่นักเรียนกลุ่มนี้ประมาณ 30 คนเขียน มีถึง 34 แบบ ผิดเกินจำนวนคนเขียน เพราะบางคนเมื่อให้เขียน 2 ครั้งก็เขียนผิดมา 2 แบบ สำหรับคำว่า "เจริญพร" ที่เขียนมาสารพัดแบบนั้น เหลือเค้าให้สังเกตได้ก็มีเพียงขึ้นต้นด้วยตัว จ หรือที่ใกล้เคียงคำเดิมมากกว่านั้น ก็ตรงมีเสียง จะ นำหน้า

แล้วผู้เขียนก็เน้นย้ำในบรรทัดต่อมาว่า ... ทำให้เห็นได้ชัดว่า นักเรียนพยายามอย่างหนักที่จะเรียกความจำขึ้นมาใช้ โดยไม่มีหลักการผสมคำ การสะกดคำเข้าไปช่วย ฉะนั้น เด็กที่ออกเสียงได้ จึงไม่ใช่ อ่านได้่ แค่ จำเสียงของรูปเขียนได้ เท่านั้น (ยืนยัน! เพราะแม้จบขั้นปริญญาแล้วก็ยังมีอาการนี้อยู่ไม่น้อย)

ผมไม่สามารถเชื่อในสิ่งที่ พิศศรี กมลเวชช เขียนในย่อหน้าที่แล้วได้ทั้งหมด ที่บอกว่า นักเรียนพยายามอย่างหนักที่จะเรียกความจำขึ้นมาใช้ โดยไม่มีหลักการผสมคำ การสะกดคำเข้าไปช่วยนั้น ไม่อยู่ในกรณีที่จะสามารถรับได้ว่า เด็กคนที่ได้ยินคำว่า เจริญพรและเขียนออกมาเป็นคำว่า จะริ่งค่งม นั้นใช้ข้อมูลความจำจากไหน ? นี่ไม่ใช่คำหรือรูปแบบคำที่จะยอมรับได้ว่า เด็กคนนี้ได้พยายามอย่างหนักในการเรียกความจำ ความจำของอะไร ? ความจำว่าคำๆนี้น่าจะเขียนออกมาเป็นเช่นนี้หรือ ? ที่ผมสงสัยมากกว่าก็คือ การเลือกใส่ วรรณยุกต์ เข้าไปในคำๆนี้มากกว่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใด แต่ผมคิดว่า เด็กคนนี้ไม่ได้ใช้ความพยายามในการเรียกข้อมูลที่เคยจำได้ว่าตัวนี้หน้าตาเป็นเช่นไร เขียนหรือสะกดอย่างไร แต่เป็นการมั่วแบบโคตรมั่วมากกว่า ในสถานการณ์ที่ตอบไม่ได้ในการทดสอบ หนทางรอดเอาดาบหน้าก็คือ รู้แล้วล่ะว่า เจริญพร ต้องมีตัว จ แน่ๆ ส่วนที่เหลือตอบไม่ได้จริงๆก็ยัดมันลงไปให้เด็มที่ที่สุด ยิ่งเขียนมากเปอร์๋เซ็นต์ที่อาจจะถูกก็๋จะมีมากขึ้นตามไปด้วย นั่นเลยพอจะอนุมานเอาได้ว่าทำไมถึงเลือกใส่วรรณยุกต์เข้าไปด้วย

ผู้เขียนยังบรรยายต่อไปว่า ไม่ว่าคำนั้นจะสั้นๆแค่พยางค์เดียวหรือหลายพยางค์ก็ยังเกิดอาการเดียวกัน อย่างดีที่สุดที่เรียกความจำได้คือเรียกได้ครบ ชนิดครบแต่ตัว เช่นคำว่า บาตร ก็เขียนมาเป็น ตรบา ใยบัว เป็น ใยวับ กล้าหาญ เป็น ก้าลหาญ รางวัล เป็น ลางวัร อาหาร เป็น อาหรา เป็นต้น
ผู้เขียนกล่าวถึงกระบวนการสอน การใช้ภาษา ที่ไม่สร้างภาระการจำให้เกิดกับเด็กจนเกินกำลัง ผู้เขียนกล่าวถึงวิธีการเรียน-การสอนในปัจจุบันที่มักจะนิยมให้เด็กอ่านคำ มากกว่า การสอนแบบแจกลูก ไล่ทุกเสียง ผลปรากฎก็คือ เด็กจะอ่านได้เฉพาะคำที่เคยเห็นและจำได้ และจะเรียกว่าเด็กพวกนี้อ่านได้ก็ไม่ถูกซะทีเดียวนัก น่าจะเรียกว่า จำได้ มากกว่า อ่านได้

จริงๆแล้วในบทความชิ้นนี้ ผู้เขียนยังพูดเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างธรรมชาติและลักษณะของภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ แนะนำว่าครูที่จะสอนไม่ควรใช้วิธีการสอนที่เหมือนๆกันสอนระหว่างภาษาไทยกับอังกฤษ ถึงแม้ช่วงเริ่มต้นจะโอเคอยู่บ้างถ้าสอนการพูด - การฟัง และจะไม่เข้าท่าเลยถ้าใช้วิธีการสอนอ่าน - เขียนด้วยวิธีการแบบสอนเป็นคำ

ผมไม่มีความรู้เรื่องการเรียน-การสอนภาษาไทยหรือแม้แต่การเรียน -การสอนภาษาอังกฤษ อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะสอนฟัง สอนพูด สอนอ่าน หรือว่าสอนเขียน จะให้เอามาพูดเป็นฉากๆ แบบที่ พิศศรี ยกขึ้นมาเขียนสนับสนุนเนื้อหาในบทความก็คงไม่ไหว และนั่นเลยเป็นเหตุผลที่ผมจะจบข้อเขียนของผมไว้ตรงนี้จะดีกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
คำเตือน - หากอ่านบทความนี้ไม่รู้เรื่อง ไม่ว่าใครเป็นคนเขียน คุณสามารถสอบถาม / และหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทั้งจากผมและจากหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับ วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2552